สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาหรือเพนตากอน เผยแพร่รายงานซึ่งจัดทำขึ้นสำหรับส่งมอบให้กับสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ที่มีสาระสำคัญเตือนให้รับรู้ถึงกิจกรรมของหลายหน่วยงานของทางการจีนที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในบริเวณพื้นที่ทะเลใกล้ขั้วโลกเหนือโดยรอบทวีปอาร์กติก ซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยแผ่นน้ำแข็งและก้อนน้ำแข็งใช้ในการเดินเรือหรือสำรวจไม่ได้แต่ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลายเปิดเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่และมีพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีการสำรวจเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพนตากอนระบุว่า โครงการสำรวจและวิจัยของจีน ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) อาจถูกนำมาใช้ในทางทหารได้ รวมถึงอาจเอื้อต่อการส่งกองเรือดำน้ำเข้าประจำการเพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องปรามหากถูกโจมีด้วยนิวเคลียร์ได้
รายงานการประเมินของเพนตากอนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากทางการจีนเผยแพร่เอกสารว่าด้วยนโยบายอย่างเป็นทางการในพื้นทะเลอาร์กติก ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเส้นทางเดินเรือ “โพลาร์ ซิลค์ โรด” หรือเส้นทางสายไหมขั้วโลกขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของบีอาร์ไอ ต่อด้วยการตั้งสถานีวิจัย สถานีดาวเทียม บูรณะฟื้นฟูสนามบิน และขยายพื้นที่เหมือง รวมถึงกิจกรรมอีกหลายอย่าง รวมทั้งการเข้าร่วมเป็นหนึ่งคณะมนตรีอาร์กติกที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นประเทศในแถบอาร์กติกแต่อย่างใด ทำให้บรรดาประเทศในย่านอาร์กติกวิตกถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในระยะยาว รวมทั้งการปรับใช้สถานที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ทางด้านการทหารด้วย
เพนตากอนระบุว่าพลเรือนเหล่านั้นอาจช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางทหารของจีนในภูมิภาคนี้มีมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้นรวมทั้งการส่งกองเรือดำน้ำเข้ามาประจำการเพื่อป้องปรามการโจมตีทางนิวเคลียร์ โดยเชื่อว่าขณะนี้จีนมีกองเรือดำเนินพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปอยู่ในครอบรองถึง 4 ลำ มีเรื่อดำน้ำจู่โจมพลังงานนิวเคลียร์ 6 ลำ เรือดำน้ำโจมตีทั่วไปอีก 50 ลำ

