เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นางอูร์ซูลา มุลเลอร์ รองเลขาธิการด้านกิจการมนุษยธรรมของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ร้องขอให้รัฐบาลเมียนมาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ได้เข้าไปในรัฐยะไข่ พื้นที่ขัดแย้งที่มีการต่อสู้กันระหว่างกองกำลังรัฐบาลกับกลุ่มกบฎที่เป็นผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวต้องพลัดถิ่นเกือบ 30,000 คนนับจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวที่ยังขาดแคลนอย่างหนัก ซึ่งกำลังจะให้เกิดการสูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก
นางมุลเลอร์เปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อค่ำวันที่ 14 พฤษภาคม หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนเมียนมาเป็นเวลา 6 วันว่า ทางการเมียนมาได้ปฏิเสธคำขอของตนที่ขอเข้าไปพบกับผู้พลัดถิ่นในรัฐยะไข่ ซึ่งเราต้องการที่จะต้องเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้งดังกล่าวอย่างคาดการณ์ได้และอย่างยั่งยืน เพื่อจะนำความช่วยเหลือเข้าไปให้ถึงมือชาวบ้านที่ประสบปัญหา ซึ่งหากความช่วยเหลือเหล่านี้ที่รวมถึงคลีนิคเคลื่อนที่ยังเข้าไปไม่ถึงชาวบ้าน พวกเขาก็จะไม่ได้รับการรักษา ซึ่งบางคนยังกำลังจะตายด้วย
ทั้งนี้ในระหว่างการเยือนเมียนมารองเลขาธิการด้านกิจการมนุษยธรรมยูเอ็นได้พบปะหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการเมียนมา รวมถึงนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และได้ลงพื้นที่ตรวจดูค่ายที่พักของของชาวโรฮีนจาที่ตั้งอยู่นอกเมืองสิตตะเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ ที่มีชาวโรฮีนจาจำนวนหลายพันคนถูกกักกันอยู่ที่นี่นับจากเกิดเหตุความรุนแรงในปี 2012 โดยชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ในค่ายพักเหล่านี้ยังไม่ได้รับสัญชาติและถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและการเข้าถึงการบริการพื้นฐานต่างๆ

