นาย เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทหัวเว่ย บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน กล่าวถึงกรณีที่หัวเว่ยกลายเป็นศูนย์กลางของการทำสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐว่า การกระทำของนักการเมืองสหรัฐในเวลานี้ ถือเป็นการประเมินความแข็งแกร่งของหัวเว่ยต่ำเกินไปและไม่มีทางสกัดกั้นความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นบริษัทธุรกิจระดับโลกของหัวเว่ยได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5จีของบริษัท ซึ่้งก้าวหน้าไปไกลกว่าใครๆ โดยที่ไม่มีใครมีวันตามหัวเว่ยได้ทันภายใน 2-3 ปีนี้
นายเหรินยืนยันด้วยว่า การยืดเวลาชั่วคราว 90 วันของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐต่อการบังคับใช้ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย ไม่ให้บริษัทสหรัฐทำธุรกรรมร่วมกับหัวเว่ยก็ไม่ได้ส่งผลใดๆ เช่นกันเพราะหัวเว่ยเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า หัวเว่ยสามารถผลิตชิปหรืออื่นๆ ได้เหมือนบริษัทอเมริกัน แต่ยังต้องการซื้อจากบริษัทอเมริกัน เพราะหัวเว่ยไม่สามารถแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกทั้งหมดได้
นายโรเจอร์ เคย์ ผู้ก่อตั้งและนักวิเคราะห์ประจำบริษัท เอนด์พอยท์ เทคโนโลยีส์ แอสโซซิเอตส์ ระบุว่า ผลกระทบระยะสั้นต่อทั้งบริษัทอเมริกันและจีนเป็นไปในทางลบด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ในระยะยาวเหตุการณ์นี้จะทำให้หัวเว่ยและผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนที่เหลือทั้งหมดหันไปพัฒนาทั้งโอเอสและชิปประมวลผลและชิ้นส่วนอื่นๆ เป็นของตนเองต่อไป เพื่อให้เป็นอิสระจากบริษัทอเมริกัน ทำให้เกิดผลเสียหายในระยะยาวสูงมากและกว้างขวางมากต่อทั้งบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา
ด้านนายอาวี กรีนการ์ท นักวิเคราะห์ของเทคสปอเนนเชียล ระบุว่า บริษัทที่เสี่ยงต่อการสูญเสียโดยตรงมากที่สุดไม่ใช่กูเกิล เพราะกูเกิลไม่ได้ขายระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพียงทำเงินจากส่วนแบ่งโฆษณาผ่านแอนดรอยด์และแอพพลิเคชันบนแอนดรอยด์ แต่ผู้ที่เสี่ยงสูงสุดเป็น แอปเปิล อิงค์. ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนไอโฟน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกแบนออกจากตลาดจีน แหล่งรายได้สูงถึง 17 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดของไอโฟนนั่นเอง

