ผลการนับคะแนนในการเลือกตั้งอินเดียเบื้องต้น เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พบว่า นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย หัวหน้าพรรคภราติยา จานาตา (บีเจพี) กำลังอยู่ในเส้นทางสู่ชัยชนะอย่างถล่มทลายและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ผลการนับคะแนนจากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงรวม 600 ล้านคนของคณะกรรมการการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่า พรรคบีเจบี มีจำนวนที่นั่งนำอยู่ที่ 292 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาทั้งหมด 542 ที่นั่งขณะที่พรรคคู่แข่งอย่างพรรคคองเกรส นำโดยนายราหุล คานธี ตามมาห่างๆที่จำนวน 49 ที่นั่ง ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คะแนนรวมของเดอะเนชั่นแนลเดโมเครติกอไลแอนซ์ (เอ็นดีเอ) กลุ่มพรรคร่วมที่นำโดยพรรคบีเจพีนั้นมีเก้าอี้รวมนำห่างอยู่ที่ 342 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเด็ดขาดขณะที่กลุ่มยูไนเต็ดโปรเกรสซีฟอไลแอนซ์ นำโดยนายคานธี นั้นมีที่นั่งรวมอยู่ที่ 89 ที่นั่ง โดยพรรคบีเจพีมีการฉลองชัยชนะกันในบางพื้นที่แล้ว
อย่างไรก็ตามนายคานธี ลูก หลาน และเหลน ของอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย 3 คนทวีตข้อความยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยระบุว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียงเอ็กซิตโพลปลอม
แนวโน้มชัยชนะดังกล่าวของพรรคบีเจพีที่ทำลายสถิติเมื่อปี 2014 ที่ได้ไป 282 ที่นั่งและนับเป็นการครองเสียงข้างมากในสภาโดยพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีนั้นส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของอินเดียพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยดัชนีเซ็นเซ็กซ์ และ นิฟตี ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ไปอยู่ที่ 40,000 และ 12,000 จุด ตามลำดับเป็นครั้งแรก
ทั้งนี้แม้นายโมดี จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเรื่องการทุจริตในข้อตกลงกลาโหมกับฝรั่งเศส อัตราการว่างงานและภาพวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่อช้า แต่นโยบายของโมดีที่เน้นไปที่ชาวฮินดูที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศลดความสำคัญของชาวมุสลิม 170 ล้านคนลง รวมไปถึงการยกตนเป็นผู้ปกป้องประเทศอินเดีย จากกรณีโจมตีทางอากาศตอบโต้ปากีสถานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ส่งผลให้คะแนนนิยมของโมดีเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

