อุรีรัชต์ เจริญโต ออท. ณ กรุงปราก ชี้ช่องโอกาสไทยในสาธารณรัฐเช็ก

27.05.19 | 10:57 น.
นายกรัฐมนตรีเช็กเยือนไทยอย่างเป็นทางการต้นปีที่ผ่านมา

หมายเหตุ “มติชน”หากพูดถึงสาธารณรัฐเช็ก คนไทยทั่วไปคงนึกถึงแต่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สวยงามอย่างกรุงปราก หรือเมืองท่องเที่ยวอย่างคาร์โลวี วารี แต่ในความจริงแล้ว สาธารณรัฐเช็กมีความน่าสนใจหลายอย่างมากกว่าศักยภาพด้านการท่องเที่ยว อาทิ เช็กมีสัดส่วนรายได้จากภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดในยุโรป หรือร้อยละ 47 และเป็นแหล่งของเหล็ก เคมีภัณฑ์ รวมถึงอุปกรณ์โรงงาน ถือโอกาสที่ นางอุรีรัชต์ เจริญโต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปราก เพิ่งเข้ายื่นพระราชสาส์นตราตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐเช็กต่อนายมิลอช เซมัน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเช็ก ให้ท่านทูตอุรีรัชต์เล่าให้ฟังถึงโอกาสสำหรับประเทศไทยในสาธารณรัฐเช็ก
//////

๐อยากให้ท่านทูตเล่าถึงสาธารณรัฐเช็กในภาพรวม
เช็กเป็นประเทศเล็กที่น่าสนใจ มีที่ตั้งที่เรียกได้ว่าอยู่ใจกลางทวีปยุโรป แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 80,000 ตารางกิโลเมตร ประชากรมีเพียง 10.5 ล้านคน แต่รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าไทยถึง 3 เท่า แม้ปัจจุบัน เช็กจะประสบสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อันเกิดจากการถดถอยของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็ตาม นอกจากนี้ เช็กยังมีอัตราการว่างงานเพียงร้อยละ 2.1 ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคยุโรปเลยทีเดียว

ในด้านการเมือง ก็นับว่ามีเสถียรภาพ แม้จะเป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีเป็นอย่างดี และท่านนายกรัฐมนตรี นายอันเดรย์ บาบิช ก็ได้รับความนิยมจากประชาชนค่อนข้างสูง

ยี่นพระราชสาส์นตราตั้งต่อปธน.เช็ก

๐ระหว่างเข้ายื่นพระราชสาส์นตราตั้งฯต่อประธานาธิบดีเช็ก อยากทราบว่าได้พูดคุยกันถึงประเด็นใดบ้าง และท่านประธานาธิบดีมีมุมมองต่อประเทศไทยอย่างไร
ประธานาธิบดีเซมันมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยอย่างมาก โดยท่านได้ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พร้อมทั้งแสดงความยินดีกับประชาชนชาวไทยในโอกาสมหามงคลดังกล่าว และยังฝากความระลึกถึงท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านได้เคยพบหลายครั้ง

ท่านประธานาธิบดีได้ย้ำถึงความสำคัญของการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน และยังเห็นพ้องกับดิฉันว่า โอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเช็กที่มีประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ยังมีช่องทางที่จะขยายความร่วมมือและเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันในหลายสาขา ซึ่งดิฉันได้กล่าวถึงสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะข้าว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การพัฒนาระบบราง ซึ่งเช็กมีความเชี่ยวชาญ และประเด็นอื่นๆ ตามผลการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีเช็กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งศักยภาพของเช็กเรื่องเทคโนโลยีด้านต่างๆ ตลอดจนอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย

Advertisement

ทั้งนี้ท่านประธานาธิบดีได้กล่าวถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันและเห็นว่า ควรเร่งเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพ – กรุงปราก ซึ่งจะนำไปสู่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ท่านยังฝากดูด้านอื่น ๆ ที่เราเห็นว่าน่าจะมีศักยภาพร่วมมือกันได้

๐มองว่าการเยือนไทยของนายอันเดรย์ บาบิช นายกรัฐมนตรีเช็กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมามีความสำคัญอย่างไร
ดิฉันมองว่าการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของท่านนายกรัฐมนตรีเช็ก เมื่อวันที่ 15-17 มกราคม 2562 น่าจะเป็นการขึ้นบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างเช็กกับไทย นอกจากจะเป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบ 45 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันแล้ว ยังสร้างพลวัตในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเปิดมุมมองใหม่ๆ ของกันและกัน จากเดิมที่รู้จักกันในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามเป็นหลัก

ท่านนายกรัฐมนตรีบาบิชได้นำภาคเอกชนเช็กร่วมคณะไปเยือนไทยด้วยกว่า 40 ราย ซึ่งได้มีโอกาสรับทราบศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) โดยหลายบริษัทมีความสนใจจะลงทุนในอีอีซีด้วย ในขณะเดียวกัน การจัดการจับคู่ทางธุรกิจ (business matching) ระหว่างภาคเอกชนทั้งสองฝ่าย ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ช่วยให้เอกชนไทยได้ตระหนักและเล็งเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจของฝ่ายเช็กมากขึ้น จากที่ผ่านมามักจะมองข้ามไป ซึ่งการเยือนครั้งนี้ช่วยสนับสนุนความตั้งใจของสถานเอกอัครราชทูตที่จะ rebrand ไทยในสายตาเช็กและ rebrand เช็กในสายตาไทยได้ระดับหนึ่ง

หารือกับรองประธานหอการค้าเช็ก

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้กำหนดจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ(เจอีซี) ครั้งที่ 3 เป็นรอบที่เช็กเป็นเจ้าภาพในปี 2562 ซึ่งหากมีการประชุมตามกำหนดก็จะสร้างพลวัตต่อเนื่องจากการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีเช็กและเป็นโอกาสติดตามผลการเยือนให้เป็นรูปธรรมด้วย

๐พูดถึง Rebranding ท่านทูตมองว่าศักยภาพของเช็กและโอกาสสำหรับประเทศไทยอยู่ที่ไหน

นอกจากความร่วมมือด้านการค้าและการท่องเที่ยวที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ดิฉันยังเห็นว่าในบริบทกระแสการเมืองและเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน และสงครามการค้าที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างจีนและสหรัฐ รวมทั้งความไม่แน่นอนในสหภาพยุโรป(อียู) จากกรณีการถอนตัวออกจากอียูของอังกฤษ(เบร็กซิท) ทำให้เช็กเริ่มให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียมากขึ้น นอกจากนี้ภายในเช็กเองก็ประสบปัญหาศักยภาพในการผลิตที่เริ่มจะอิ่มตัว เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา ประกอบกับประสบความท้าทายด้านแรงงาน ซึ่งเช็กมีอัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำเพียงร้อยละ 2

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เช็กขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะมากกว่า 300,000 คน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นโอกาสดีสำหรับไทยในการเชิญชวนผู้ประกอบการและเอกชนเช็กเข้าไปลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีอีซี เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์และอื่นๆ ซึ่งนักธุรกิจเช็กที่ติดตามนายกรัฐมนตรีเช็กในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในไทยบ้างแล้ว และยังสามารถใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกอาเซียนอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลเช็กมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประเทศผู้นำแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงของโลกภายใน 12 ปี (ในปี ค.ศ. 2030) โดยเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้รับรองแผนยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรม 2019 – 2030 (Innovation Strategy of the Czech Republic 2019-2030) และแผนยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (The National Artificial Intelligence Strategy of the Czech Republic) เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีชั้นสูง นาโนเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเข้าสู่ยุคสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลตามแนวทางของสหภาพยุโรป โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ซึ่งสอดคล้องและเกื้อกูลนโยบายของไทยในด้านการพัฒนาประเทศตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนไปยังอีอีซีด้วย ซึ่งการที่ไทยและเช็กมีทิศทางและนโยบายในการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกันและมีศักยภาพที่ต่างสามารถส่งเสริมและเกื้อหนุนกันได้ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศ และสามารถต่อยอดความร่วมมือดังกล่าวกับประเทศในยุโรปที่มีศักยภาพสูงอื่นๆ ได้ในอนาคต

นอกจากด้านการค้าและการลงทุนแล้ว เช็กยังมีศักยภาพในด้านการศึกษาอีกด้วย ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยมาศึกษาต่อที่เช็กประมาณ 20 คน โดยส่วนใหญ่ศึกษาด้านการแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งจากการพบปะพูดคุยกับน้องๆ นักศึกษาพบว่า สถาบันการศึกษาของเช็กได้รับการจัดอันดับสูงกว่าหลายประเทศในยุโรป ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และค่าเล่าเรียนค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น ค่าเล่าเรียนแพทย์ประมาณ 500,000 บาทต่อปี สภาพความเป็นอยู่ปลอดภัย ทั้งนี้ เช็กได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ปลอดภัยอันดับ 6 ของโลก ค่าครองชีพไม่สูงนัก จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเยาวชนไทยที่ต้องการศึกษาต่อในต่างประเทศได้ด้วยเช่นกัน

พูดคุยกับนักศึกษาไทยในเช็ก