“เมก อเมริกา เกรท อะเกน” หรือ “ทำให้อเมริกา (กลับมา) ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” เป็นสโลแกนในการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ ที่ถึงเวลานี้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าเป็นว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกันลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวการเลือกตั้งขั้นต้นของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าส่วนใหญ่หรือเอาเข้าจริงๆ แล้วอาจเรียกได้ว่าแทบจะทุกคน ต้องมีคำถามข้อหนึ่งที่ค้างคาใจมาโดยตลอดว่า ทำไมคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีสิทธิออกเสียงที่เป็นรีพับลิกันถึงชื่นชอบและลงคะแนนให้ทรัมป์จนก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ทั้งๆ ที่มีแนวคิดและการแสดงออกแบบสุดโต่งเช่นนั้น
พอดีกับที่ผมได้มีโอกาสร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้สื่อข่าวจากประเทศไทยเดินทางไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งขั้นต้น ผ่านคำเชิญชวนของสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนคาบเกี่ยวกับช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เลยตั้งใจกับตัวเองไว้เรื่องหนึ่งว่า เดินทางไปอเมริกาครั้งนี้ต้องไขข้อข้องใจให้สำเร็จว่า
คนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ มีดีอะไรนักหนา?
คนแรกที่ให้คำตอบกับผมในเรื่องนี้คือ เทรนท์ สไปเนอร์ บรรณาธิการบริหารของนิวแฮมป์เชียร์ ยูเนียนลีดเดอร์ (เอ็นเอชยูแอล) หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชั้นนำในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ที่บอกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเป็นรัฐแรกที่เลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี และเป็นรัฐที่ 2 ของการเลือกตั้งขั้นต้นต่อจากไอโอวาที่เลือกตั้งแบบคอคัส รวมถึงชนะต่อมาในอีกหลายรัฐจนมาได้ไกลถึงขนาดนี้ เหตุผลหนึ่งเพราะว่าผู้คนรู้จักทรัมป์ดีจากการเห็นทางโทรทัศน์มานาน
รายการ “ดิ แอพเพรนทิซ” ที่ทรัมป์ปรากฏตัว เป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงมานานนับทศวรรษ ทำให้ผู้คนมีความรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยเชื่อมโยงถึงได้ และคิดว่ารู้จักคนคนนั้นดี
สาเหตุสำคัญอีกข้อคือทรัมป์ไม่ใช่นักการเมือง สไปเนอร์บอกว่า การเลือกทรัมป์ก็เหมือนกับเป็นการปฏิเสธนักการเมืองและระบบการเมืองแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ดีเท่าช่วงก่อนหน้าวิกฤตการเงิน ณ เวลานี้ ชนชั้นกลางมีจำนวนน้อยลง ระบบทั้งหมดไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต และทรัมป์บอกว่า “ผมจะสู้เพื่อพวกคุณ” ที่นับว่าเป็นสารที่ทรงพลังมาก
นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังใช้โซเชียลมีเดียด้วยตนเองในการสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุนของตน ที่นับว่ามีผลมากทีเดียว
ขณะที่จอห์น ดิสทาโซ ผู้อำนวยการข่าวการเมืองของสถานีโทรทัศน์ดับเบิลยูเอ็มยูอาร์ทีวี สถานีโทรทัศน์ใหญ่ที่สุดในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ บอกคล้ายๆ กันว่า การที่ทรัมป์ รวมถึงเบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ คู่แข่งแย่งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตกับ ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับความนิยมมาก แสดงว่าคนไม่พอใจระบบทั้งหมดและสิ่งที่เป็นอยู่ เนื่องจากทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันคือถูกมองว่าเป็น “คนนอก” ไม่ใช่คนวงในของระบบการเมืองแบบเก่า
นอกจากนี้ 2 คนนี้ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจน คือ ทรัมป์มีเงินเยอะ ขณะที่แซนเดอร์สได้รับเงินบริจาคสนับสนุนเยอะ ทำให้สามารถหาเสียงได้โดยแทบไม่ต้องง้อกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เรียกว่า “ซุปเปอร์แพค”
เมื่อถามว่า คิดว่าทรัมป์จะไปได้ไกลขนาดไหน ถึงขั้นได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน หรือถึงขนาดได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาเลยหรือไม่ (ตอนนั้นเพิ่งจะช่วงปลายเดือนเมษายนที่ทรัมป์ยังไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคอย่างชัดเจน) ดิสทาโซบอกว่า ตอนนี้ไม่อยากจะคาดเดาอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะที่ผ่านมา สื่อมวลชน ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิเคราะห์การเมืองที่เรียกได้ว่า “เซียน” จำนวนมากต่างพากันทำนายทายทัก ฟันธง จนหน้าแตก ปากกาหักกันไปหลายด้ามแล้ว ว่าทรัมป์ต้องก้าวพลาด พบกับความพ่ายแพ้ ล้มเหลว หรือตกม้าตายไปเอง ณ จุดใดจุดหนึ่ง
แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น!
ขณะที่คนไทยในสหรัฐเองก็มีความคิดเห็นต่อโดนัลด์ ทรัมป์ คล้ายๆ กัน ไม่แตกต่างจากคนอเมริกันซักเท่าไหร่นัก โดยนิตยา มาพึ่งพงศ์ หัวหน้าแผนกภาษาไทยของวิทยุเสียงแห่งอเมริกา (วอยซ์ ออฟ อเมริกา หรือวีโอเอ) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ผมถือวิสาสะขอเรียกว่า “พี่ป้อม” บอกว่า คนไทยที่นี่ก็เหมือนคนจำนวนมากที่สนใจในตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุผลเพราะว่าคนไทยที่อยู่ในอเมริกามานานรู้จักทรัมป์ดี เพราะเป็นคนดัง และทรัมป์นั้นเวลาหาเสียง พูดตรง พูดถูกใจ กล้าพูด ทำให้ฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ประทับใจอยู่ในที
อย่างไรก็ตาม พี่ป้อมบอกว่า บางส่วนไม่ชอบทรัมป์จากวาทกรรมในการหาเสียงของเขาที่ประกาศว่าไม่ต้องการคะแนนจากชนกลุ่มน้อย (จากข้อมูลคร่าวๆ คนกลุ่มนี้คือ ฮิสปานิก 17% คนผิวสีหรือแอฟริกันอเมริกัน 14% และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย 4%) เพราะรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม แต่คำพูดของทรัมป์จับใจคนกลุ่มที่เผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ที่รู้สึกว่าทรัมป์จะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
ขณะที่ “พี่อั๋น” รัตพล อ่อนสนิท ผู้สื่อข่าววีโอเออีกคนที่ได้ร่วมวงสนทนากัน บอกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัจจัยซึ่งน่าจะมีส่วนทำให้ทรัมป์ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยคือ การได้ปรากฏในรายงานข่าวของสื่อ โดยลีลาการหาเสียงของทรัมป์เป็นจุดสนใจ เรียกว่าได้พาดหัวข่าวจำนวนมากแบบฟรีๆ
ทำให้ทรัมป์ไม่ต้องใช้เงินหาเสียงมากนัก ขณะที่ฮิลลารี คลินตัน จะไม่ได้รับความสนใจในการรายงานข่าวมากนักหากว่าไม่มีเบอร์นี แซนเดอร์ส เป็นคู่แข่ง
มาถึง ดร.วิลเลียม แกลสตัน ผู้ร่วมก่อตั้ง “โนเลเบล” องค์กรที่เป็นผู้ประสานงานในการทำงานร่วมกันของ 2 พรรคการเมืองในสภาคองเกรสของสหรัฐ และนักวิจัยอาวุโสด้านการปกครองแห่งสถาบันบรู๊คกิ้งส์ ที่ระบุถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า คาดเดาไม่ได้มากที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมาในชีวิตเลยทีเดียว ประเด็นหนึ่งที่บอกได้ยากคือ ไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำได้ดีแค่ไหนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนนี้
ดร.แกลสตันบอกว่า ทรัมป์ไม่ใช่รีพับลิกันตามแบบแผนทั่วไป แต่เป็นทั้งชาตินิยมและประชานิยม พร้อมทั้งเปรียบเทียบทรัมป์กับคู่แข่งที่คาดว่าจะต้องเผชิญหน้าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ นั่นคือ ฮิลลารี คลินตัน โดยฮิลลารีถือเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นมิตรมากกว่า ขณะที่ทรัมป์เป็นตัวเลือกของการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนโยบายหลายๆ อย่างของทรัมป์นำไปปฏิบัติจริงได้ยาก เช่น การถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ซึ่งจริงๆ แล้วบางเรื่องอาจจะทำได้ แต่จะมีผลเสียมากๆ และอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ
ดร.แกลสตันยังวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของทั้งคู่ด้วยว่า ฮิลลารีมีจุดแข็งที่ชัดเจน นั่นคือมีประสบการณ์ด้านการเมืองในตำแหน่งต่างๆ มากมาย ฉลาด ทำงานหนัก มีความเชี่ยวชาญด้านการทูต ขณะที่จุดอ่อนคือไม่ใช่นักพูดที่ดี แม้คนจะให้ความเคารพ แต่ก็มีคนไม่ชอบและไม่เชื่อถืออยู่พอสมควร อีกทั้งวิสัยทัศน์ยังไม่ชัดเจนอีกด้วย
ขณะที่ทรัมป์มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการเศรษฐกิจเหนือกว่า มีวิธีพูดที่ไม่เหมือนนักการเมือง ไม่เน้นลงรายละเอียดในนโยบาย พูดให้เข้าใจง่าย ซึ่งผู้คนชื่นชอบ และชัดเจนในการสื่อสารที่ตนเองต้องการไปสู่ผู้ฟัง ส่วนจุดอ่อนของทรัมป์คือ ขาดความรู้และประสบการณ์ในด้านการเมืองการปกครอง การควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ค่อยดี เรียกได้ว่ามีบุคลิกที่ “ไม่เหมาะสมกับการเป็นประธานาธิบดี” แม้แต่คนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่แน่ใจว่า ทรัมป์จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับการยอมสละความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ความสามารถในการเป็นผู้นำทางธุรกิจกับการเป็นผู้นำประเทศก็ไม่เหมือนกัน
ที่เล่าทรรศนะให้ฟังมาหลายคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนหรือนักวิชาการทั้งสิ้น บางทีควรจะมีผู้คนในแวดวงอื่นๆ บ้างเพื่อความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่จะเรียกได้ว่าโชคดีก็ว่าได้ ที่ผมก็ได้เจอกับผู้สนับสนุนทรัมป์ตัวจริงเสียงจริงในแบบไม่คาดฝัน โดยที่ไม่ต้องไปควานหาที่ไหน
ในวันที่เดินทางไปยังรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ทางคัลเจอรัลวิสตาส์ ที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งร่วมกับรัฐบาลสหรัฐจัดโครงการนี้ขึ้น ได้ให้คณะผู้สื่อข่าวไปพักผ่อนรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของโฮสต์ เพื่อให้ซึมซับถึงวิถีชีวิตของครอบครัวอเมริกัน เราแบ่งกันเป็น 2 กลุ่ม ผมได้ไปยังบ้านของคุณจอห์น มุลเลอร์ และคุณมาร์ธา ภรรยา ซึ่งทั้ง 2 ได้เชิญชวนเพื่อนบ้านมาด้วย คือคุณเฟร็ด ดาลีย์ พร้อมด้วยภรรยาคือคุณบาร์บารา
ระหว่างที่เรากำลังเดินเล่นชมสวนหลังบ้านที่ติดแม่น้ำรอคุณจอห์นทำอาหารอยู่นั้น บทสนทนาของเราหนีไม่พ้นวกเข้าสู่เรื่องการเลือกตั้งจนได้ และไปถึงจุดที่ว่า ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีขึ้นมาจริงๆ สหรัฐอเมริกาจะเป็นอย่างไร
พี่ผู้สื่อข่าวร่วมคณะคนหนึ่งพูดติดตลกว่า ถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี อาจทำอะไรบางอย่างที่ “ไม่เข้าท่า” จนถึงขนาดทำให้โดนถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือ “อิมพีชเมนต์” ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือนก็ได้ หลังจากนั้นเราก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง
ปรากฏว่าคุณเฟร็ดแกไม่ขำด้วยครับ พร้อมออกตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนที่ลงคะแนนให้กับโดนัลด์ ทรัมป์ โดยบอกว่าผู้นำอย่างทรัมป์จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
เฟร็ดบอกกับพวกเราว่า บารัค โอบามาเป็นผู้นำที่อ่อนแอ ทำให้อเมริกาสูญเสียอิทธิพลความเป็นผู้นำโลกไป ยกตัวอย่างเรื่องกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามที่อันตรายต่อทุกคนบนโลก การมีอยู่ของไอเอสไม่ใช่เรื่องดีต่อใครทั้งนั้น แม้แต่ชาวมุสลิมด้วยกันเอง แต่โอบามากลับไม่จัดการให้เด็ดขาด
เฟร็ดเชื่อว่าถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี ไอเอสจะถูกจัดการอย่างสิ้นซากภายในเวลาไม่นานนัก พร้อมทั้งสำทับด้วยว่าจีนกับรัสเซียจะไม่ได้แผ่ขยายอิทธิพลมากขนาดนี้แน่ๆ
ถ้าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาชื่อโดนัลด์ ทรัมป์!
แน่นอนว่า ผมไม่ได้คล้อยตามเฟร็ดซักเท่าไหร่นัก วาบความคิดของผมกลับนึกไปถึงภาพตัดต่อที่ถูกทำขึ้นมาล้อเลียนและส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย คำบรรยายภาพระบุว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้จะนับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ทั้งหมด
ถ้าฮิลลารี คลินตัน ชนะ เธอจะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา ถ้าเบอร์นี แซนเดอร์ส ชนะ จะได้เป็นประธานาธิบดีเชื้อสายยิวคนแรก แต่ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ เขาจะเป็น “เดอะ ลาสต์ เพรสซิเดนต์ ออฟ เดอะ ยูไนเต็ด สเตทส์” หรือประธานาธิบดีคนสุดท้ายของสหรัฐอเมริกา!
การที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีแล้วจะทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถึงกับสิ้นชาติเลยนั้น อาจเป็นเรื่องที่เกินเลยมากไปหน่อย คนอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามที่ประกาศไว้ก็ได้
ใครจะรู้?

