“จีน” ขึ้นภาษีสินค้ามะกัน 6 หมื่นล้านดอลล์ มีผลแล้ว 1 มิ.ย. จ่อ “แบล็กลิสต์” บ.ต่างชาติ เอาคืนให้ “หัวเว่ย”

1.06.19 | 16:50 น.
ภาพรอยเตอร์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มาตรการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกาของจีน ซึ่งมีมูลค่ารวม 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลแล้วในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยจีนได้ปรับอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐจำนวน 5,410 ราย มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อุปกรณ์กีฬา เครื่องดนตรี ไวน์ ถุงยางอนามัย เพชร ไม้ สิ่งทอ และของเล่น ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้ที่สหรัฐปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มีมูลค่ารวม 200,000 ล้านดอลลาร์ จาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังการเจรจาเพื่อหาทางยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองชาติประสบความล้มเหลว ส่งผลให้การตอบโต้ทางภาษีกันไปมาระหว่างจีนและสหรัฐในขณะนี้มีมูลค่ารวมกันแล้วถึง 360,000 ล้านดอลลาร์

ขณะเมื่อช่วงค่ำวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จีนยังประกาศว่าจีนจะขึ้นบัญชีดำบริษัทต่างชาติ”ที่ไม่น่าเชื่อถือ” ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามาตรการนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้สหรัฐและบริษัทต่างชาติที่ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับบริษัทหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมของจีนที่ถูกรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขึ้นบัญชีดำห้ามทำการค้าด้วยเมื่อเร็วๆนี้

โดยกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าบริษัทต่างชาติที่จะถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของจีนนั้นจะมีบริษัทต่างชาติที่ละเมิดสัญญาการค้า ยกเลิกการจัดหาอุปกรณ์สินค้าให้หรือเลือกปฏิบัติกับบริษัทของจีนรวมอยู่ด้วย

นายแอนดรูว์ โพล์ก นักเศรษฐศาสตร์จากทรีเวียม/ไชนา บริษัทวิจัยในจีน มองว่า เป็นที่ชัดเจนว่ามาตรการนี้ของจีนพุ่งเป้าไปที่บริษัทซัพพลายเออร์ของหัวเว่ย อย่าง อินเทล ควอลคอมม์ และ เออาร์เอ็ม หากไม่ใช่บริษัทอเมริกันก็จะเป็นบริษัทของยุโรป เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งโพล์กมองว่ามาตรการเหล่านี้กำลังทำให้บริษัทต่างๆ ตกอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ก็อาจจะส่งผลกระทบย้อนศรมาถึงบริษัทเอกชนเหล่านี้เอง