เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า นายเดวิด มัลพาสส์ ประธานธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ แถลงที่สำนักงานใหญ่ธนาคารโลกในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ในวาระเผยแพร่รายงานประจำปีว่าด้วยสภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่คณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารโลกจัดทำเพื่อเผยแพร่ประจำปีปีละ 2 ครั้ง ถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจของโลกในเวลานี้ว่า กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างสำคัญทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดความขัดแย้งทางการค้าที่ดิ่งลึกลงไปมากขึ้นตามลำดับ ทำลายความเชื่อมั่นและกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เกิดความเสี่ยงขึ้นโดยรวมมากมาย และแม้ว่าทางเวิลด์แบงก์จะคาดหมายถึงการฟื้นตัวเบาบางในปี 2563 และ 2564 แต่การฟื้นตัวดังกล่าวจะเกิดได้ก็ต้องแก้ไขสิ่งที่กำลังเป็นไปในเวลานี้อยู่ให้ถูกต้องเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกในอนาคตจะทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน
ในรายงานของเวิลด์แบงก์ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกในปีนี้ลงอีกเหลือเพียง 2.6 เปอร์เซ็นต์ จากการคาดการณ์ไว้แต่เดิมเมื่อเดือนมกราคมที่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสภาพการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนนั้นอ่อนแอลงมากกว่าที่คาดหมายเอาไว้เมื่อต้นปีนี้ ทั้งนี้ การขยายตัวในตลาดเขตเศรษฐกิจใหม่และเศรษฐกิจกำลังพัฒนาประสบปัญหาจากการลงทุนและความเสี่ยงต่างๆ ทำให้มีแนวโน้มเอียงไปในทางทรุดตัวลง ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น, ภาวะตึงตัวทางการเงิน และการภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ ซึ่งรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ แต่คาดว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในปีหน้า หลังจากบางประเทศสามารถผ่านพ้นภาวะตึงตัวทางการเงินไปได้ แต่แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ
รายงานของเวิลด์แบงก์ ยังปรับลดสัดส่วนการขยายตัวของการค้าโลกในปีนี้ให้ลดลงมาอยู่ที่ 2.6 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าระดับการขยายตัวทางการค้าในช่วงระหว่างปี 2558-2559 ซึ่งเป็นช่วงการค้าชะลอตัวและอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งหลังสุดด้วยซ้ำไป ทั้งยังเป็นการปรับลดลงสูงมากถึง 1 เปอร์เซ็นต์เทจพอยต์ จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคม ทั้งๆ ที่เป็นการประเมินสภาวะการค้าก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาจะประกาศขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากเม็กซิโก 5 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้
นาย อัยฮาน โคซี หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารโลกระบุว่า โลกจำเป็นต้องหาหนทางทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ และตนเองคิดว่าความเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อเศรษฐกิจของทั้งโลกในเวลานี้ก็คือการขยายตัวลุกลามออกไปของความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจะฉุดภาวะเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นไปอีก
ตามรายงานของธนาคารโลก ผลผลิตรวมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีแนวโน้มสูงที่จะลดต่ำลงกว่าระดับ 6 เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในเอเชียเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่เวิลด์แบงก์ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงขยายตัวได้ในระดับที่เคยประเมินไว้เดิมคือ 6.2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้และชะลอลงมากขึ้นเหลือเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 แต่ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แม้ว่าการส่งออกมายังยุโรปและเอเชียของสหรัฐอเมริกาจะลดลงอย่างฮวบฮาบก็ตาม ในขณะที่เศรษฐกิจของยูโรโซนเองจะทรุดลงอย่างรวดเร็วเพราะการส่งออกไปยังจีน เอเชียกลางและอีกหลายประเทศหดตัวลง

