
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ออกโรงเตือนว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก รวมถึงยอดเขาสูงที่ตั้งอยู่โดยรอบ กำลังเผชิญภัยคุกคามจากภาวะมลพิษและสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้หิมะและธารน้ำแข็งที่ปกคลุมโดยรอบละลายเร็ว เป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่มีมากขึ้นต่อบรรดานักปีนเขาในอนาคต
โดยศาสตราจารย์ จอห์น ออล แห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ออกมาเตือนในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน หลังตนเองและเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ขึ้นไปสำรวจพื้นที่บนยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทำให้พบว่ามลพิษจำนวนมากฝังลึกอยู่ในหิมะ ซึ่งหลังจากนำหิมะดังกล่าวมาผ่านกระบวนการแล้วพบว่าหิมะมีสีดำมากอย่างน่าแปลกใจ และทำให้เห็นว่าหิมะนั้นได้ดักเก็บมลพิษไว้จำนวนมาก นอกจากนี้สภาพอุณหูมิที่สูงขึ้นยังกำลังทำให้ธารน้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบยอดเขาเอเวอเรสต์นั้นละลายลงอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งศาสตราจารย์ออลกล่าวอีกว่าธารน้ำแข็งที่ละลายลงอย่างรวดเร็วจนบางลงไปมากนั้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน กำลังส่งผลให้นักปีนเขาตกอยู่ในความเสี่ยงอันตรายมากขึ้น
ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มีแผนที่จะปีนขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาโลตเซ ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน เพื่อที่จะไปเก็บตัวอย่างหิมะบนยอดเขา รวมถึงพืชพันธุ์ไม้บริเวนเนินเขาเพื่อมาทำการศึกษา แต่จากเหตุที่มีนักปีนเขาขึ้นไปบนยอดเขาเอเวอเรสต์จำนวนมาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ต้องปรับแผน โดยปีนขึ้นไปถึงเพียงแค่แคมป์สุดท้ายที่ความสูง 8,000 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาโลตเซเชื่อมต่อกันเท่านั้น อย่างไรก็ดีทีมนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ระบุว่าจะนำตัวอย่างและข้อมูลที่ได้กลับไปทำการศึกษาในทันทีเมื่อกลับถึงสหรัฐและจะเผยแพร่รายงานการศึกษาที่ค้นพบต่อไป
