เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประจำปีพุทธศักราช 2562 สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นำโดย นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และภริยา ร่วมกับคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้ร่วมจัดทำโครงการบริการทันตกรรมถวายแด่พระภิกษุและสามเณร ณ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทั้ง 2 พระองค์
ทั้งนี้มีผู้แทนจำนวนมากเข้าร่วมในพิธีเปิดงาน โดยฝ่ายไทยยังมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ดร.สุชิต พูลทอง คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และฝ่ายลาวมีพระอาจารย์ใหญ่ ดร.พวงประเสริฐ พูมมาวง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์และเจ้าอาวาสวัดองค์ตื้อมหาวิหาร รองศาสตราจารย์ ดร.พูทอน เมืองปาก รองรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายจันทะวง แสนอามาดมนตี รองประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ นางบัวลอน วงดาลาแสง เจ้าเมืองจันทะบูลี นางสีสะเหลียว ทำมะเทวา ประธานมูลนิธิช่วยเหลือคนทุกข์ยากแห่งสปป. ลาว นางพูนทอน พูมสะหวัน คณะบริหารงานมูลนิธิช่วยเหลือคนทุกข์ยากแห่งสปป. ลาว ดร.วิพาวัน พมวิหาน ภริยาประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ นายบุนทะวี พอนทะสิน รองหัวหน้ากรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ นายสุลิสัก สุลินทอน รองหัวหน้ากรมเอเชีย แปซิฟิก และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.บุนยง สีดาพอน คณบดีทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่จากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 70 คน ได้มาร่วมออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ระหว่างวันที่ 5 – 6 มิถุนายน ณ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร เพื่อให้บริการทันตกรรมแด่พระภิกษุและสามเณรลาว รวม 999 รูป โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนไทย ลาว และผู้มีจิตศรัทธาชาวไทยในสปป. ลาว ที่ช่วยกันทำให้งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

ท่านทูตเกียรติคุณเล่าถึงที่มาของการจัดโครงการดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้สถานทูตเคยจัดกิจกรรมทำบุญโดยการจัดการตรวจสุขภาพให้แด่พระภิกษุและสามเณร ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะจัดกิจกรรมให้บริการด้านทันตกรรมแด่ภิกษุสงฆ์และสามเณร จึงถือโอกาสมหามงคลทั้งสองนี้จัดโครงการนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทั้งสองพระองค์ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพระอาจารย์ใหญ่ ดร.พวงประเสริฐ ผอ. วิทยาลัยสงฆ์และเจ้าอาวาสวัดองตื้อ ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวลาวและไทยจำนวนมาก ที่มีจิตใจศรัทธาและมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกิจกรรมด้านพุทธศาสนา นอกจากนี้ พระอาจารย์ใหญ่ยังเป็นพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีบทบาทที่แข็งขันในการจัดกิจกรรมเพื่อทำนุบำรุงและส่งเสริมพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการจัดโครงการครั้งนี้พระอาจารย์ใหญ่ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายลาวมาตั้งแต่ต้นที่ตนและภริยาได้มีแนวคิดจะจัดโครงการนี้ และเป็นเจ้าภาพร่วมกับสถานทูตในการจัดโครงการครั้งนี้ได้สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดียิ่ง
สถานทูตไทยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐของสปป. ลาว ที่เกี่ยวข้องกับการจัดโครงการ ได้แก่ ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ (กรมศาสนา) กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งล้วนแต่เห็นดีกับการจัดโครงการครั้งนี้ และมีผู้บริหารระดับสูงมาเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ขณะที่ฝ่ายลาวยังได้อำนวยความสะดวกในการนำเครื่องมือและอุปกรณ์เข้า-ออก รวมทั้งการผ่านแดนและพำนักในสปป. ลาวของบุคคลากรทางการแพทย์ได้อย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอุปสรรคใดๆ
ท่านทูตเกียรติคุณกล่าวว่า คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพของสปป.ลาว ยังได้จัดทันตแพทย์และนักศึกษาเข้าร่วมปฏิบัติงานในโครงการครั้งนี้ร่วมกับทันตแพทย์และทีมงานของไทย ที่ผ่านมาคณะทันตแพทย์ของทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันอยู่แล้ว และในครั้งนี้ก็สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นโอกาสในการแบ่งปันองค์ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการบริการทันตกรรมระหว่างกันด้วย นอกจากนี้ มูลนิธิช่วยเหลือคนทุกข์ยากแห่ง สปป. ลาว หรือหน่วยกู้ภัย 1623 ซึ่งได้มีส่วนในปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ 13 หมูป่า ยังได้ส่งอาสาสมัครราว 20 คน มาช่วยปฏิบัติงานด้วย เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่งของการร่วมแรงร่วมใจระหว่างไทย-ลาว

ท่านทูตเกียรติคุณยังเล่าถึงความประทับใจว่า บุคคลากรทุกคนในทีมหน่วยทันตกรรมพระราชทานที่มาปฏิบัติงานร่วมกันครั้งนี้ ทั้งทันตแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทันตแพทย์อาวุโสและมีประสบการณ์สูง และทีมงานทุกคนที่มีความเป็นมืออาชีพ ต่างมีจิตอาสา “ทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ให้การบริการด้วยความทุ่มเทตลอดทั้ง 2 วัน โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น คุณหมอทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจอย่างสุดความสามารถ และมีรอยยิ้มให้แก่ทีมงานและผู้มารับบริการอยู่เสมอ ทีมงานมีความเป็นมืออาชีพทั้งในการจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ จัดสถานที่ และในระหว่างการปฏิบัติงาน คุณหมอและทีมงานไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย แต่กลับบอกว่ายังไม่อยากกลับ อยากให้บริการต่อไป เห็นมีคนมารับบริการจำนวนมากแล้วมีกำลังใจที่จะให้บริการต่อไปเรื่อยๆ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ดร.สุชิต พูลทอง คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า หน่วยทันตกรรมพระราชทานนี้จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของในหลวง ร. 9 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 และดำเนินงานต่อเนื่องเรื่อยมาจวบจนในรัชสมัยของ ร. 10 เพื่อให้บริการประชาชนที่ทุกข์ยาก โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่ในชนบทซึ่งส่วนใหญ่ขาดการดูแลรักษาฟัน โดยในหลวง ร. 9 ได้มีพระราชดำรัสถามว่า “เวลาฉันมีปัญหาเกี่ยวกับฟันก็มีทันตแพทย์ดูแลรักษา แล้วราษฎรที่อยู่ห่างไกลจะมีทันตแพทย์ช่วยรักษาหรือไม่” แล้วมีพระราชปรารภว่า “ฉันต้องการให้หมอช่วยไปดูแล บำบัดทุกข์ ให้แก่เด็กนักเรียนและประชาชนที่อยู่ห่างไกลหมอ…การจะให้ราษฎรที่ยากจนที่มีปัญหาเรื่องฟัน หยุดการทำนา ทำไร่ เดินทางไปหาหมอนั้น เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ในทางตรงกันข้าม หากเป็นการให้บริการเคลื่อนที่ไปสู่ประชาชน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง” อันเป็นที่มาของหน่วยทันตกรรมพระราชทาน
ท่านทูตเกียรติคุณบอกด้วยว่า ในการจัดทำโครงการนี้สถานทูตยังได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาคธุรกิจเอกชน หรือการสนับสนุนการจัดงานในด้านต่างๆ อาทิ การเดินทางโดยเครื่องบินของคณะทันตแพทย์ การจัดอาหารและเครื่องดื่มจากทั้งฝ่ายลาวและไทย การบริการสัญญาณไวไฟ โยมอุปฐาก ผู้มีจิตอาสา และอาสาสมัคร ขณะเดียวกันข้าราชการและสมาชิกทีมประเทศไทย รวมทั้งนักศึกษาฝึกงานของสถานทูตต่างก็ได้มีส่วนร่วมในงานครั้งนี้ ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ร่วมกันด้วยความเป็นทีม จนการทำงานครั้งนี้สำเร็จลุ่ล่วงด้วยดี ทุกคนรู้สึกหายเหนื่อยเมื่อเห็นผลสำเร็จของการร่วมแรงร่วมใจ เห็นคนมารับบริการได้รับการดูแลที่ดี ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน ต่างก็ก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและอิ่มบุญกันทั่วหน้า
ท่านทูตเกียรติคุณกล่าวว่า นอกจากการให้บริการแด่พระภิกษุและสามเณรแล้ว ประชาชนในพื้นที่ทุกเพศทุกวัยได้ให้ความสนใจและมารับบริการจำนวนมาก สรุปตัวเลขของผู้มารับบริการในช่วงเวลา 2 วันรวมประมาณเกือบ 1,000 คน คิดเป็นจำนวนงานบริการมากกว่า 1,100 งาน นับว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นการให้บริการแด่พระภิกษุและสามเณร รวมทั้งประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึงการบริการ ได้มารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ขณะที่ผู้ที่มารับบริการหลายคนขาดการดูแลสุขภาพในช่องปากอย่างถูกต้องและมีปัญหาสุขภาพฟันหลายเรื่อง ซึ่งทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา จากการประเมินกระแสตอบรับจากประชาชน ล้วนแสดงความชื่นชมยินดีและรู้สึกขอบคุณต่อการจัดโครงการดีๆ เช่นนี้ รวมทั้งมีเสียงเรียกร้องให้มีการจัดโครงการในลักษณะนี้ต่อไป
“พูดได้อย่างเต็มปากว่าการจัดโครงการครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในแง่ของการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ”ท่านทูตเกียรติคุณสรุป


