ปีนี้เรากลับมาเป็นประธานอาเซียนอีกครั้งหลังจาก 10 ปีที่วุ่นวาย ไทยได้รับตำแหน่งประธานอาเซียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เราได้เป็นเจ้าภาพการประชุมทุกระดับที่เกี่ยวกับอาเซียนไปแล้ว 120 การประชุม ในการหารือทุกเวทีสิ่งที่มีการพูดกันมากคือคำว่า Sustainability หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเดิมที่มีการพูดถึงเรื่อง Sustainable Development ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาของสหประชาชาติ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าสิ่งที่ไทยนำเสนอเป็นแนวคิดหลักการเป็นประธานอาเซียนของไทยคือ “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” จึงมาในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ปัจจุบันอาเซียนมีอายุ 52 ปี เรามีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นมาตลอด แม้บางช่วงบางตอนอาจจะชันจนเหนื่อยสักหน่อย แต่ก็ค่อยๆ ขึ้น ถ้า 10 ประเทศไม่ช่วยกันประคับประคอง อาเซียนก็คงไม่สามารถขึ้นมาได้แบบนี้ เราช่วยกันในแบบ ASEAN Way คือการจัดการกับสิ่งต่างๆ แบบรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว รู้กันว่าถ้าวันนี้ไม่ได้แต่โอกาสหน้าก็จะได้ในเรื่องอื่นๆ จึงทำให้มีพลวัตรในทางบวก ซึ่งเป็นสิ่งที่นานาประเทศก็เห็น
นอกจากอาเซียนจะเป็นการรวมกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ เรายังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือตรงกลางของเอเชีย ท่ามกลางช่วงเวลาที่ประเทศในเอเชียกำลังก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่น ไม่ว่าจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้รวมกันทำให้อาเซียนเป็นดินแดนที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่อาจมองข้ามได้ ศักยภาพที่พูดถึงนั้นมีความชัดเจนและเป็นพลังขับเน้นการรวมตัวกันของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ยิ่งเมื่อรวมตัวกับพลังภายนอกภูมิภาคที่เข้ามาเสริม ก็ยิ่งเพิ่มคุณค่าแบบที่ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์
การผลักดันจากภาคส่วนต่างๆ เป็นหัวใจที่เราจะขับเคลื่อนความร่วมมือ แต่สุดท้ายเราพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดมี 2 เรื่องที่เป็นเสมือน 2 ด้านของเหรียญที่จะเสริมซึ่งกันและกันนั่นคือ “สันติภาพและเสถียรภาพกับการพัฒนา” 2 สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอีกด้านก็จะไม่เกิด และจะยังเป็นปัญหาต่อทุกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย เป้าหมายของเราคือพยายามให้ภูมิภาคนี้มีสิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราทำก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน
เราต้องเข้าใจตรงนี้ แทนที่จะมาทะเลาะกันจนทำให้เกิดปัญหาแตกแยกก็จะไม่มีความยั่งยืนไม่ว่าจะในภูมิภาคใดก็ตาม และจะนำไปสู่ Disruption of peace แทนที่้จะเป็น Sustainablity of peace มันก็จะไม่มีความเจริญรุ่งเรือง ถ้าคำนึงถึงประชาชนเราก็ต้องธำรงไว้ซึ่งความยั่งยืน ฉะนั้นความพยายามของเราคือการมุ่งไปสู่การสร้างความยั่งยืนและเสถียรภาพในทุกๆ มิติภายใต้ 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน
๐10 ปีผ่านไปจนไทยรับตำแหน่งประธานอาเซียนอีกครั้ง ดูเหมือนสังคมไทยก็ยังตกอยู่ท่ามกลางปัญหาการเมืองเช่นเดิม
ไม่ว่าจะในทวีปไหนก็ตามเมื่อเกิดความไม่มีเอกภาพที่มาจากความแตกแยกและเห็นต่างก็จะกระทบกับความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของประเทศ เพราะมีปัญหามาถ่วง แต่ประเทศที่มีความเอกภาพ พูดเป็นเสียงเดียวกันก็จะสามารถลงมือทำในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นหนึ่งเดียวกัน และจะนำมาซึ่งการพัฒนาจนเกิดความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขามีพลัง และเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ประเทศที่มีระเบียบวินัยมีพื้นฐานการบังคับใช้กฎหมายที่ดีก็จะทำให้ประเทศเหล่านี้เดินหน้าไปได้ ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นเหมือนหุ่นยนต์ แต่ต้องมีสติรับรู้กันว่าอะไรถูกอะไรผิด รู้ว่าประโยชน์ที่พึงมีพึงได้คืออะไร รู้ว่าจะหาทางร่วมมือกันได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ปัญหาจะเกิดน้อย และหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ดีขึ้น เรื่องเช่นนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะยากที่การปรับทัศนคติ แต่อยากให้คนไทยตระหนักว่าเราเป็นประเทศที่มีพื้นฐานและต้นทุนที่ดีอยู่มากมาย
๐เราพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ในวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้แล้วใช่หรือไม่
ความพร้อมเรามีครบ ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาสาระหรือรูปแบบ เพราะเราแบ่งเรื่องที่ต้องดูแลเป็นเรื่องใหญ่ๆ ทั้งในแง่รูปแบบ การบริหารจัดการ และเรื่องสารัตถะ ทุกอย่างมีความพร้อม เราเชื่อมั่นว่าแนวคิดหลักในการประชุมตลอดปีนี้ของเราจะสามารถบอกกล่าวภายใต้การเป็นประธานของไทย และทุกอย่างก็เดินมาได้ด้วยดี การประชุมมากมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี เราก็เป็นผู้นำตามข้อริเริ่มของเราไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
อย่างเรื่องการจัดการกับขยะทะเล ไทยก็เป็นแกนนำในภูมิภาคและได้รับการกล่าวขานว่ามีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อม เรายังเป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดันให้ปีนี้เป็นปีแห่งวัฒนธรรมของอาเซียน เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมของไทยและอาเซียนให้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น
เราพยายามทำให้ความรับรู้และการติดต่อของประชาชนสู่ประชาชนในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้เกิดความสะดวกในหลายๆ ด้าน และเปิดกว้างให้มีการพึ่งพาอาศัยกันในหลายๆ ด้านมากขึ้น
ไทยเป็นเสมือนหัวหอก และริเริ่มในการเปิดกว้างให้มีการเข้ามาร่วมมือกันอย่างมากมายในหลายๆ เรื่อง และยังออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น เรายังเป็นประเทศผู้ประสานงานระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติและสหภาพยุโรปในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และนำเอาภูมิปัญญาภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราไปสู่ประเทศต่างๆ ทั้งใกล้และไกล
เรามีสิ่งเหล่านี้ครบ รับรู้กันได้ ไม่ได้ขาดตกแง่มุมใดเลย นอกจากปัญหาเดียวคือความไม่ลงรอยทางการเมือง แต่ก็ยังถือว่าดีขึ้นจาก 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีมานี้ายใต้รัฐบาลรัฐประหารก็ยังมีความสงบ ช่วยให้ความเข้มข้นของความแตกแยกลดน้อยลงซึ่งถือเป็นจุดที่ดี เพราะถ้าเห็นความแตกแยกบ่อยๆ คนก็จะมองว่าเป็นเรื่องปกติ ที่สุดก็จะลุกลามบานปลายจนควบคุมไม่ได้ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาก็สามารถทำให้ไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นได้พอสมควร หลายเรื่องก็ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม มีความสงบสุขพอประมาณ เชื่อว่าประชาชนน่าจะพอใจกับเรื่องนี้ เมื่อเทียบกับปีอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่ไมรู้ว่าจะเข้าใจกันได้หมดหรือไม่ เพราะขณะนี้ก็ยังเห็นปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น อยากเห็นความพอดีในสังคม รู้จักลดราวาศอก และมาช่วยกันดูแลพัฒนาบ้านเมือง
๐คนไทยควรมองอาเซียนอย่างไร
อาเซียนเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย บ่อยครั้งเราทำงานร่วมกัน และก็เอามาทำในบ้านเมืองของเรา เราเชื่อว่าประชาชนก็จะเข้าใจว่าการมีอาเซียนก็เหมือนเรามีเพื่อนและมีมิตร เหมือนคนในครอบครัวที่ส่งเสริมกัน อยากให้คุณค่าของสิ่งเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น
อาเซียนเราพูดเสมอว่านโยบายใดๆ ก็ตามของทุกประเทศมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าทราบสิ่งนี้ก็หวังว่าประชาชนจะเข้าใจการอยู่ร่วมกันของอาเซียน เข้าใจถึงคุณค่าของการพึ่งพาอาศัยกันที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าถ้าต่างคนต่างอยู่ย่อมไม่เท่ากับการผนึกกำลังกันเช่นที่เป็นมาตลอด 50 กว่าปี และไม่ว่าประเทศใด หากอยู่โดยลำพังก็จะไม่อยู่ในจอเรดาห์ของประเทศหุ้นส่วนต่างๆ ของอาเซียน แต่การที่เขารับรู้ถึงเรา การที่ผู้นำของเขามาหารือกับผู้นำอาเซียนทุกปีก็เพราะเราร่วมตัวกันอย่างแข็งขัน มีไมตรีต่อกัน แสดงท่าทีของความเป็นปึกแผ่นจนสามารถสร้างประโยชน์ในการนำมาใช้ในการเจรจาต่อรองในการเจรจาระหว่างประเทศได้ เราต้องช่วยกันส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ให้เข้มแข็งมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนทุกหมู่เหล่าและทุกวัย ไม่ใช่แค่ในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียนเท่านั้น แต่ยังจะเป็นเช่นนี้ต่อไปตราบใดที่เรายังคงผนึกกำลังกันอยู่ หรือจะในอีก 10 ปีข้างหน้าที่ไทยจะต้องเป็นประธานอาเซียนอีกครั้ง
ฉะนั้นประชาชนในอาเซียนควรภูมิใจว่าเรามีสิ่งที่ช่วยให้ประเทศในภูมิภาคมีความใกล้ชิดกันในนามของอาเซียน ประโยชน์นี้ได้มาตั้งแต่ปีแรกของการก่อตั้งอาเซียนและยืนยาวมาตลอด 52 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราได้นั้นเหลือคณานับ ทั้งจากที่ประเทศในอาเซียนให้แก่กัน และนำพลังนั้นไปใช้ในการเจรจาพูดคุยกับประเทศนอกภูมิภาค เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในหลากหลายเรื่องราว และยังรวมถึงฐานะศักดิ์ศรีของคนในอาเซียนก็เพิ่มพูนขึ้นด้วยเช่นกัน
อยากให้ประชาชนทุกภาคส่วนตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ และช่วยกันส่งเสริมสถานะของอาเซียนให้ดียิ่งขึ้น และจะยินดีถ้าแต่ละประเทศในอาเซียนไม่สร้างปัญหาภายในมากจนกลายเป็นตัวถ่วงของภูมิภาค ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีปัญหาภายในเรื้อรังก็จะฉุดรั้งความก้าวหน้าของอาเซียนอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็มีหลายแง่มุมที่ประเทศต่างๆ จะสามารถมีส่วนให้พลังดังกล่าวเป็นพลังที่ไม่ใช่แค่เพิ่มพูนแต่จะมีคุณค่าสืบทอดสู่ลูกหลานได้อีกด้วย

