หน้าแรก ต่างประเทศ กระเป๋าเงิน &...

กระเป๋าเงิน ‘วัดใจ’ นักวิจัยทำดัชนี ‘ซื่อสัตย์’

24.06.19 | 16:35 น.
ซองใส่นามบัตรกับข้าวของและเงินที่ทดลองทำ "หาย" (ภาพ-Christian Zuend via AP)

ทีมนักวิจัยนานาชาติทดลองทำวิจัยเพื่อจัดอันดับความซื่อสัตย์ของประชาชนชาติต่างๆ รวม 40 ประเทศ โดยใช้วิธีแกล้งทำซองพลาสติกใสใส่เงินหล่นหาย พบแนวโน้มน่าทึ่ง เพราะยิ่งใส่เงินไว้มากเท่าใด โอกาสที่จะมีผู้ที่เก็บได้ติดต่อมาเพื่อส่งคืนยิ่งมีมากเท่านั้น

การทดลองดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อโครงการว่า “ลอสต์ วอลเลท” “กระเป๋าเงินที่สูญหาย” มีรายงานตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารทางวิชาการ ไซนซ์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ได้ข้อสรุปดังกล่าวหลังจากทดลองแกล้งทำซองใส่นามบัตรทำจากพลาสติกใสทั้งที่ไม่มีเงิน และที่มีเงินพร้อมข้าวของอีกบางอย่างสูญหายในสถานที่ต่างๆ ของ 355 เมืองใน 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมกับจัดเก็บข้อมูลในเชิงสถิติไว้เพื่อการประเมินวิเคราะห์ต่อไป

ทีมวิจัยใช้ซองพลาสติกใสแทนกระเป๋าธนบัตรโดยเจตนาเพื่อให้มองเห็นเงินที่ใส่ไว้ภายในได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดซองดูภายใน และพยายามทำให้ซองดังกล่าวเป็นของบุคคลในท้องถิ่นประเทศนั้นๆ ทั้งที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์และอีเมล์ติดต่อในนามบัตรซึ่งใส่ไว้ 3 ใบ รวมทั้งใช้เงินสกุลท้องถิ่นใส่ไว้ภายใน เพื่อให้การทดลองนี้เป็นไปตามสภาวะธรรมชาติมากที่สุด

ทีมวิจัยพบว่าแนวโน้มโดยรวมของทั้ง 40 ประเทศก็คือ หากไม่มีเงินใส่ไว้ภายในซอง ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับราว 13 ดอลลาร์ (ราว 400 บาทเศษ) อัตราการเก็บแล้วพยายามติดต่อหาทางส่งคืนโดยเฉลี่ยทั้ง 40 ประเทศมีราว 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากใส่เงินเอาไว้ในซองนามบัตรสำหรับการทดลองดังกล่าวด้วยจำนวนเงินราว 13 ดอลลาร์แล้ว อัตราการส่งคืนโดยเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นราว 51 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าอัตราการเก็บแล้วส่งคืนดังกล่าวนั้นจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศก็ตาม โดยแนวโน้มดังกล่าวนี้พบในแทบทุกประเทศที่วิจัย ยกเว้นเพียง 2 ประเทศเท่านั้น


ผลการจัดอันดับความซื่อสัตย์เรียงตามลำดับจากทั้งหมด 40 ประเทศ (ภาพ-Cohn, et al/Science)

ในการทดลองใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และประเทศโปแลนด์ ทีมวิจัยทดลองซ้ำด้วยการเพิ่มจำนวนเงินในซองมากขึ้นเป็นรวมมูลค่าแล้วเท่ากับราว 94 ดอลลาร์ (เกือบ 3,000 บาทโดยประมาณ) พบว่าผู้ที่เก็บได้แล้วพยายามติดต่อเพื่อส่งเงินคืนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นก้าวกระโดด คือ เพิ่มเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการติดต่อส่งเงินจำนวน 13 ดอลลาร์คืน ซึ่งอยู่ที่เพียง 61 เปอร์เซ็นต์ และการติดต่อส่งคืนซองซึ่งไม่ได้ใส่เงินไว้ด้วย ซึ่งสัดส่วนใน 3 ประเทศดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ 46 เปอร์เซ็นต์

Advertisement

อเลน โคห์น นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเรื่องนี้ ระบุว่า หลักฐานจากการวิจัยหนนี้ชี้ให้เห็นว่า คนเราโดยทั่วไปแล้วใส่ใจในความเป็นอยู่ของผู้อื่น เกรงว่าผู้ทำหายจะเดือดร้อน และมีหิริโอตัปปะ คือความละอายและความเกรงกลัวต่อการกระทำผิดบาปอยู่ในตัวเอง ในขณะที่ คริสเตียน ซูเอนด์ นักวิชาการผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้จากมหาวิทยาลัยซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า การเก็บเอาเงินมาเป็นของตัวเองโดยไม่คืนเจ้าของนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังขโมย ยิ่งเงินมีมากขึ้นความรู้สึกเป็นขโมยก็แรงกล้ามากขึ้นตามไปด้วย

สภาพซองเมื่อถูกเจตนา “ทำหาย” (ภาพ-Christian Zuend via AP)

การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจความคิดเห็นซึ่งทีมวิจัยทำขึ้นใน 3 ประเทศดังกล่าวด้วย

ในบางกรณี ผู้วิจัยดำเนินการทดลองโดยการใส่ลูกกุญแจเอาไว้ด้วย ผลปรากฏในท่วงทำนองเดียวกันกล่าวคือ ซองที่มีลูกกุญแจมีแนวโน้มจะถูกส่งคืนมากกว่าซองที่ไม่มีลูกกุญแจ ซึ่งทำให้ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ความเป็นห่วงต่อผู้อื่น มีบทบาทสำคัญในการส่งสิ่งของคืนดังกล่าว

ทีมวิจัยระบุว่า สัดส่วนการส่งคืนที่สูงขึ้นเมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องในการทดลองครั้งนี้นั้นปรากฏอยู่ใน 38 ประเทศ ยกเว้นเพียง 2 ประเทศคือ เม็กซิโกและเปรู ซึ่งสัดส่วนการส่งคืนต่ำทั้งที่มีเงินและไม่มีเงิน และในกรณีเม็กซิโก อัตราการส่งคืนเมื่อมีเงินต่ำกว่าเมื่อไม่มีเงิน ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นชาติที่มีอัตราการส่งคืนสูงสุด โดยมีความพยายามติดต่อเพื่อส่งคืนสูงถึง 74 เปอร์เซ็นต์เมื่อไม่มีเงิน และเพิ่มเป็น 79 เปอร์เซ็นต์เมื่อมีเงิน สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 39 เปอร์เซ็นต์เมื่อไม่มีเงิน และเพิ่มเป็น 57 เปอร์เซ็นต์เมื่อมีเงิน ส่วนจีนอยู่อันดับท้ายสุด มีอัตราส่งคืนเมื่อไม่มีเงินเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มเป็น 22 เปอร์เซ็นต์เมื่อมีเงิน

ส่วนประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 28 จาก 40 ประเทศ สัดส่วนการส่งคืนเมื่อไม่มีเงินอยู่ที่ราว 24 เปอร์เซ็นต์ แต่จะเพิ่มเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อพบเงินอยู่ในซองด้วย

ข้อที่น่าสังเกตก็คือ สถานที่ซึ่งทีมวิจัยแกล้งทำซองใส่เงินหายนั้นส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่เป็นสำนักงาน ก็เป็นสถานที่เชิงวัฒนธรรม เช่น พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น คำถามก็คือถ้าหากซองเงินดังกล่าวถูกทำหายตามข้างถนนจะเป็นอย่างไร นักวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่าผลจากการสำรวจดังกล่าวนี้ถือเป็นผลชี้วัดระดับความซื่อสัตย์โดยรวมของผู้คนในแต่ละประเทศนั้นได้

แต่ มิเชล มาเรชาล หนึ่งในทีวิจัยจากมหาวิทยาลัยซูริคยอมรับว่า จริงๆ แล้วก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นทำนองเดียวกันนี้หรือไม่นั่นเอง