
สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 20 ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายน เปิดฉากขึ้นแล้วที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในการหารือที่เต็มไปด้วยข้อพิพาทขัดแย้งมากที่สุดในรอบหลายปีสำหรับเวทีนี้ โดยประเด็นหลักที่จะครอบงำการประชุมครั้งนี้คือข้อพิพาททางการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีของอิหร่าน และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
การประชุมเปิดฉากขึ้นโดยนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ได้นำคณะผู้นำกลุ่มจี 20 ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันตามธรรมเนียมปฏิบัติภายใต้บรรยากาศอันเป็นมิตร ซึ่งก่อนหน้านั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน สองผู้นำคู่พิพาทในศึกการค้าที่เป็นที่จับตาของโลก ได้จับมือทักทายกันก่อนร่วมวงถ่ายรูปหมู่ จากนั้นนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเปิดการประชุมที่วาระการหารือในวันแรกนั้นจะมุ่งเน้นไปที่เรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งหลายฝ่ายมีความห่วงวิตกในเรื่องของความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย โดยนายอาเบะกล่าวว่า กระบวนการดิจิทัลไลเซชั่น หรือการปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่จะได้เห็นแรงขับเคลื่อนในการรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก
นายอาเบะยังกล่าวเรียกร้องให้ผู้นำกลุ่มจี 20 ร่วมกันส่งสารอันหนักแน่นในการสนับสนุนการค้าเสรี เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ โดยญี่ปุ่นเองจะส่งเสริมให้มีการปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีและการเจรจาข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ

ข่าวแจ้งว่า แม้การประชุมครั้งนี้จะเริ่มขึ้นด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร แต่ก็มีสัญญาณความตึงเครียดแฝงไว้อยู่ในการเจรจาหารือ โดยเฉพาะศึกพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความห่วงวิตกอย่างชัดเจนต่อกรณีของบริษัทหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจโทรคมนาคมของจีน ที่สหรัฐกล่าวหาว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ ซึ่งในประเด็นปัญหานี้ที่จะต้องจับตาคือการพบหารือทวิภาคีกันเป็นครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสีในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ที่จะมีขึ้นนอกรอบการประชุมจี 20 ซึ่งต้องดูว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางสงบศึกการค้าระหว่างกันที่ดำเนินมานานและส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกได้หรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่ามีโอกาสเพียงน้อยนิดที่สหรัฐและจีนจะสามารถทำความตกลงกันได้ทั้งหมด สิ่งที่หวังได้มากที่สุดสำหรับการสงบศึกการค้าก็คือการเลี่ยงไม่ให้สหรัฐใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้าจีนรอบใหม่ที่มีมูลค่า 325,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการไม่ทำให้มีข้อขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก
อย่างไรก็ดีมีการมองว่าการสงบศึกดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันใด โดยหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันก่อนหน้าว่าจีนจะไม่ทำความตกลงใดๆด้วย เว้นแต่รัฐบาลทรัมป์จะยกเลิกคำสั่งแบนบริษัทหัวเว่ยในการทำธุรกิจกับสหรัฐ
