หน้าแรก ต่างประเทศ เปิดเอกสารกรร...

เปิดเอกสารกรรมการมรดกโลก รับพิจารณาขึ้นทะเบียนแก่งกระจานต่อ

8.07.19 | 16:41 น.
เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่างมติฉบับแก้ไขครั้งสุดท้ายที่จัดทำเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลก ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) พิจารณาให้ความเห็นชอบในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 43 ณ กรุงบากู ประเทศอาร์เซอร์ไบจาน ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2019 ซึ่งจัดทำโดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่ประกอบด้วยตัวแทนของประเทศ ออสเตรเลีย, บอสเนีย เฮอร์เซโกวินา, จีน, คิวบา, กัวเตมาลา, ฮังการี, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐคีร์กิซ, คูเวต, นอร์เวย์, สเปน และตูนิเซีย ในหัวข้อตามวาระการประชุมที่ 8บี.5 ว่าด้วยการพิจารณาพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯมีมติให้รับกรณีการยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานของไทยไว้พิจารณาต่อไป แต่ได้ขอให้นำรายงานคำยื่นขอขึ้นทะเบียนกลับมาแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ตามมติข้อที่ 6 ที่ประกอบด้วย 3 ข้อย่อย และให้ดำเนินการตามข้อที่ 7 และ 8 ในร่างมติดังกล่าว ซึ่งในที่สุดคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกก็ให้ความเห็นชอบตามร่างมติแก้ไขครั้งสุดท้ายดังกล่าว
ในร่างมติข้อ 6.เอ ระบุเอาไว้ว่า จากการที่ตัวแทนของไทยและเมียนมา แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบถึงความตกลงว่าด้วยเขตแดนของทรัพย์สินซึ่งขอยื่นขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกครั้งนี้นั้น ขอให้มีการปรับปรุงแนวเขตแดนดังกล่าวเพื่อยื่นเป็นเอกสารใหม่

ข้อ6.บี ขอให้เตรียมการและยื่นข้อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างคำขอเดิมกับเขตแดนของทรัพย์สินที่ปรับปรุงใหม่แล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งลดขนาดลงนั้น ยังคงมีคุณสมบัติดีและเหมาะสมตามเกณฑ์ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่มรดกโลก ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันว่าด้วยบูรณภาพ, การให้ความคุ้มครอง และการบริหารจัดการ

ข้อ 6.ซี ขอให้รัฐภาคี ซึ่งคือประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า ข้อกังวลทั้งหลายได้รับการแก้ไขลุล่วงไปแล้ว โดยอยู่ภายใต้การปรึกษาหารือกับชุมชนในท้องถิ่นซึ่งเป็นการดำเนินการตามความในย่อหน้า 123 ของแนวทางเพื่อการปฏิบัติการ ในการดำรงสถานะเป็นมรดกโลก

ข้อ 7 ในร่างมตินี้ สนับสนุนให้มีการหารือร่วมกันระหว่างรัฐภาคี (ไทย) กับองค์กรที่ปรึกษา และ เสนอแนะให้รัฐภาคี เชื้อเชิญหน่วยงานสำหรับให้คำปรึกษาของ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) เข้ามาทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในการเตรียมการเพื่อขึ้นทะเบียน ในส่วนที่ไอยูซีเอ็นเกี่ยวข้องตามมติ

ข้อ 6 เช่นเดียวกับข้อ 8 ที่ขอให้รัฐภาคีทั้งไทยและเมียนมา ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการสอดประสานในเชิงชีววิทยา และดำเนินความพยายามร่วมกันเพื่อการอนุรักษ์ระหว่างทรัพย์สินที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนกับพื้นที่คุ้มครองเชิงอนุรักษ์ในเมียนมา ให้สอดคล้องกับความในข้อ 6 ข้างต้นนี้

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างมติแก้ไขครั้งสุดท้ายข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า กรณีที่มีการกล่าวหาถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน โดยเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้นั้น ไม่ได้เป็นปัญหาในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 43 นี้แล้ว โดยในข้อ 5 ของร่างมติดังกล่าว ที่ประชุมบันทึกเอาไว้ว่า “ได้รับทราบความคืบหน้าที่รัฐภาคี (ไทย) ดำเนินการไปว่าด้วยการดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อวิตกกังวลว่าด้วยสิทธิและความเป็นอยู่ของชุมชนในท้องถิ่น รวมทั้งกะเหรี่ยงภายในพื้นที่อุทธยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เพียงแต่ขอให้ยื่นเอกสารเพื่อแสดงให้เห็นว่ากรณีดังกล่าวได้รับการแก้ไขลุล่วงไปแล้วเท่านั้นตามข้อ 6.ซี

ทั้งนี้กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว เคยปรากฏอยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณาการในการประชุมของคณะอนุกรรมการฯเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เอกสารดังกล่าวจัดทำโดยคณะทำงานว่าด้วยการบังคับให้หายตัวไปหรือการหายตัวไปโดยไม่สมัครใจ ในสังกัดผู้เสนอรายงานพิเศษในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มีสุขอนามัย ปลอดภัยและยั่งยืน, ผู้นำเสนอรายงานพิเศษว่าด้วยบุคคลที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้นำเสนอรายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองเดิม

เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า มีการดำเนินการหลายประการของไทยในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่, การขาดการปรึกษาหารือกับคนพื้นเมืองในพื้นที่ และล้มเหลวในการแสดงหาความเห็นชอบที่เป็นอิสระของคนพื้นถิ่นทั้งก่อนหน้าและรวมถึงการให้ข้อมูลระหว่างการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้หากมีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสิทธิในที่ดินทำกินของชุมชนกะเหรี่ยง

เอกสารชิ้นนี้ยกข้อกล่าวหาที่ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาแสดงไว้ในหลายกรณีในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ตั้งแต่ปี 2554 เรื่อยมาจนถึงปี 2561 ตั้งแต่กรณีที่กล่าวหาว่ามีการเผาบ้าน ที่นา ยุ้งข้าว ชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยบน และ บ้านใจแผ่นดิน รวม 98 หลังคาเรือน ทั้งมีการยึดเอาข้าวของที่มีนัยสำคัญทางจิตวิญญาณและทางประวัติศาสตร์ของชุมชนไปด้วย

ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน มีการกล่าวหามีการเผาบ้าน ที่นา ยุ้งข้าวของชาวกะเหรี่ยงอีก 21 หลังคาเรือนใน 14 จุด มีทรัพย์สิน รวมทั้งเครื่องดนตรีของชุมชนถูกยึดไปด้วย หลังจากมีการกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่ว่ากะเหรี่ยงเหล่านั้นเป็นตัวการทำลายป่า, ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน เกิดการลอบสังหาร นาย ทัศน์กมล โอบอ้อม นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเข้ามาช่วยเหลือชุมชนกะเหรี่ยงจัดทำรายงานการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กดขี่ กระทำด้วยความรุนแรงและลักลอบตัดไม้

ในปี 2555 ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน 6 คน รวมทั้ง นายคออี้ มีมิ อายุ 98 ปี ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กล่าวหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, กรมอุทยานแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนาย (ชื่อถูกป้ายสีดำปกปิดไว้) เป็นจำเลยในข้อหาเผาและทำลายบ้านเรือนของหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงเมื่อปี 2554

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี ผู้รณรงค์เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชาวบางกลอย หายตัวไปหลังเข้าร่วมประชุมว่าด้วยการยื่นข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่อุทยานฯว่าเป็นผู้ทำลายบ้านเรือนกะเหรี่ยงในปี 2553/2554 เจ้าหน้าที่อุทยานฯอย่างน้อย 4 รายยอมรับว่า ได้จับกุมตัวนายพอละจี ขณะเดินทางกลับบ้านแต่ปล่อยตัวเป็นอิสระแล้ว และในเดือนตุลาคม 2558 นายคออี้ เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจแก่งกระจาน กล่าวหาอดีตหัวหน้าอุทยานฯ ว่าใช้กำลังบังคับให้ชุมชนกะเหรี่ยงแก่งกระจานอพยพ สุดท้ายคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2561 เกิดกรณีเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจพญาเสือ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวหาผู้รณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง 6 คนรวมทั้งนายคออี้ ซึ่งขณะนั้นอายุ 106 ปี ว่าละเมิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติการอนุรักษ์ผืนป่า เป็นต้น
ในตอนท้าย ผู้จัดทำเอกสารชิ้นนี้เรียกร้องต่อไทยให้นำเสนอข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมที่เกี่ยวกับกรณีต่างๆ ทั้งหมดรวมถึงการดำเนินการสืบสวนสอบสวนทางอาญา เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งในกรณีของนายทัศน์กมล, นายพอละจี และมาตรการที่ดำเนินการไปเพื่อเยียวยาในกรณีเหล่านี้ และเรียกร้องให้มีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการให้ความคุ้มครองพยานในระหว่างการสอบสวน และการให้ความคุ้มครองต่อผู้พิทักษ์สิทธิชนพื้นถิ่นในอนาคต เพื่อให้ทั้งหมดสอดคล้องกับข้อมติจากการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอีกด้วย