เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ชี้ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของจีนอยู่ที่ 6.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงมากที่สุดในรอบ 27 ปี โดยมีปัจจัยลบมาจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ชาติคู่ปรับยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของจีน และอุปสงค์ในตลาดโลกที่อ่อนแอลง
เอ็นบีเอสระบุว่า ตัวเลขจีดีพีของจีนในไตรมาส 2 ของปีนี้ เติบโตอยู่ที่ 6.2 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการณ์ที่เหล่านักวิเคราะห์คาดหมายไว้ก่อนหน้านี้ โดยปรับลดลงจากไตรมาสแรกของปีนี้ที่อยู่ที่ 6.4 เปอร์เซ็นต์ ทว่าตัวเลขดังกล่าวนี้ยังอยู่ในกรอบที่รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าคาดการณ์เอาไว้ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนทั้งปีจะอยู่ที่ระหว่าง 6.0-6.5 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปี 2561 ที่จีดีพีของจีนเติบโตอยู่ที่ 6.6 เปอร์เซ็นต์
เมื่อช่วงต้นปีนี้รัฐบาลจีนได้เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มากพอที่จะชดเชยการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในประเทศของจีนได้ ขณะที่อุปสงค์ในตลาดต่างประเทศก็เบาบางลง อันเป็นผลจากการเปิดศึกพิพาททางการค้ากับจีนของสหรัฐอเมริกา โดยตัวเลขส่งออกของจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์หลายคนคาดหมายว่ารัฐบาลปักกิ่งจะเร่งขยับหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกในไม่ช้านี้
อย่างไรก็ดีรายงานที่เอ็นบีเอสเปิดออกมายังเผยให้เห็นข้อมูลเชิงบวกทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตของจีนในเดือนมิถุนายนเติบโตอยู่ที่ 6.3 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 5.0 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นการชะลอตัวลงมากที่สุดนับจากปี 2545 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนของปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 5.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคมที่อยู่ 5.6 เปอร์เซ็นต์ แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของจีนถดถอยลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากที่ขยายตัวไปถึงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน อยู่ที่ 4.1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวเลขนำเข้าและส่งออกสินค้าของจีนในช่วงเดือนมิถุนายนยังลดลงด้วยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว

