
ขยะพิษส่งกลิ่นเหม็นกองมหึมาบนบริเวณที่โล่งเหมือนพื้นผิวดวงจันทร์ขนาด 120 เฮกตาร์ หรือ 1,200 ตารางกิโลเมตร กองขยะใหญ่ยักษ์นี้ ซึ่งอยู่บนพื้นที่ทิ้งขยะโล่งๆ ไร้สิ่งปกคลุมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำหน้าที่เป็นแหล่งทิ้งขยะให้แก่เขตเมืองขยายของจาการ์ตาอันมีประชากรกว่า 32 ล้านคน มีขยะกว่า 7,000 ตันถูกนำไปทิ้งเพิ่มในแต่ละวัน และพื้นที่ทิ้งขยะนี้น่าจะเต็ม 49 ล้านตัน ภายในปี พ.ศ. 2564 หรือเร็วกว่านั้น
ไอบุ ซูกิ ศรี ปัจจุบันอายุ 52 ปี เธอเริ่มต้นคุ้ยขยะที่สถานที่ทิ้งขยะแห่งนี้ตั้งแต่ที่มันเริ่มเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อครั้งนั้นขยะถูกนำมาทิ้งลงในแอ่งหินหลากหลายแอ่งที่เกิดจากการระเบิดหิน ทว่า 30 ปีต่อมา บันตาร์ เกอบัง แม้ดูจากระยะไกลก็ดูเหมือนแนวภูเขามากกว่า หรือถ้าจะเอาให้ชัด ๆ ไปเลยก็คือดูเหมือนภูเขาน้อย ๆ 10 ลูก

ไอบุ ศรี ไม่ได้คุ้ยขยะเองแล้ว เธอได้กลายเป็นผู้สะสมขยะ โดยเธอบริหารทีมนักคุ้ยขยะผู้ที่จะไปตามล่าหาขวดพลาสติก หลอดพลาสติก ภาชนะพลาสติกเพื่อการแพทย์ (พลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนความหนาแน่นต่ำและความหนาแน่นสูง) รองเท้า อะลูมิเนียม โลหะ และกระป๋อง หลังจากที่แยกประเภท คัดคุณภาพ และทำความสะอาดเสร็จแล้วขยะเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ขวดพลาสติกหนึ่งถุงสามารถขายได้ในราคา 5,000 รูเปียห์อินโดนีเซียต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 11.08 บาท หากเป็นพลาสติกชนิดโพลีเอทีลีนความหนาแน่นสูงสามารถขายได้ในราคากว่า 7,000 รูเปียห์อินโดนีเซียต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 15.51 บาท

อย่างไรก็ตาม ไอบุ ศรี ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักที่สถานที่ทิ้งขยะแห่งนี้จะต้องถูกปิดลงในปี พ.ศ. 2564 โดยเธอให้ความเห็นว่า “ฉันไม่คิดว่า บันตาร์ เกอบัง จะถูกปิดเร็ว ๆ นี้หรอกค่ะ แต่ถึงจะต้องถูกปิดจริง ๆ ฉันก็แค่ย้ายไปหาที่ที่ทิ้งขยะอื่น ขยะไปทางไหนฉันก็ตามไปทางนั้นค่ะ”
มีพื้นที่ทิ้งขยะอย่าง บันตาร์ เกอบัง อยู่หลายแห่งทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะในย่านตอนโด ในกรุงมะนิลา ไปจนถึงในย่านด่า เฟื้อก ในกรุง โฮ จิ มินห์ ซิตี้ และแหล่งทิ้งขยะเหล่านี้เองที่เป็นเหมือนหลักฐานของข้อบกพร่องพื้นฐานในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรือง ที่เราทุกคนต่างยอมรับแล้วว่าเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พูดสั้น ๆ ก็คือ เราทุกคนถูกหลอกขายคำโกหก เพราะ แนวคิดแบบผู้บริโภคนิยมและบริโภคนิยมเสรีที่สนับสนุนชีวิตของพวกเราทุกคนนั้น มันช่างเป็นอะไรที่ไม่ยั่งยืนเสียเลย

ไมว่าจะเป็นหลอดยาสีฟัน ขวดแชมพู ถ้วยโยเกิร์ต เปลือกขนม หรือ ถุงช้อปปิ้งพลาสติกฟิล์มสีชมพู ขยะทุกชิ้นล้วนแล้วแต่มีจุดจบ ณ สถานที่ทิ้งขยะอย่าง บันตาร์ เกอบัง อย่างในตอนโด หรือในสถานที่ที่แย่กว่านั้น หรือแม้แต่ลอยอยู่กลางทะเลห่างจากชายฝั่งของพวกเราออกไป
คำโกหกที่น่าสิ้นหวังที่เป็นหัวใจสำคัญของรูปแบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันของเรา ถูกทำให้เห็นชัดเจนขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ชาวจีนได้ตัดสินใจห้ามนำเข้าวัสดุเหลือใช้จากต่างประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 หรือเพียง 18 เดือนที่ผ่านมานี่เอง
เจ้าหน้าที่ชาวจีนเรียกนโยบายนี้ว่า “กระบี่แห่งชาติ” พวกเขาพยายามแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมรีไซเคิลระดับโลกซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐซึ่งมีสภาพร่อแร่ใกล้ตายแล้ว โดยผลที่ตามของอุตสาหกรรมนี้ยังคงรู้สึกได้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเหนือ
อันที่จริงแล้วระบบนิเวศของถังขยะรีไซเคิล คลังเก็บขยะ และ เตาเผาขยะทั้งหมดนี้ ซึ่งว่ากันว่าเป็น “การทำสิ่งดี ๆ ” ได้เปลี่ยนแปลงไปจนกลับกลายเป็นว่า มันกลับทำให้ผู้บริโภคชาวตะวันตกหลายคนเข้าใจผิดว่าตนนั้นสามารถใช้นิสัยการอุปโภคบริโภคแบบสุรุ่ยสุร่ายได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
จะบอกอะไรให้นะ ผิดถนัดเลย เอาจริง ๆ แล้ว มันแย่มาก ๆ ด้วยซ้ำ
ระบบนิเวศรีไซเคิลนี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อคนจีนยังยินดีที่จะนำเข้าเศษซากของการบริโภคนิยมแบบตะวันตกเข้าไปในประเทศของพวกเขาเท่านั้น… ไม่ว่าจะเป็นขยะอันตราย ไปจนถึงพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์
แม้จะสายไปหน่อยแต่เมื่อชาวจีนตระหนักถึงผลกระทบที่ขยะหลายล้านตันส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของพวกเขา พวกเขาก็เปลี่ยนใจไม่นำเข้าขยะอีกต่อไปแล้ว และระบบนิเวศรีไซเคิลทั้งยวงนี้ก็พังครืนลง
ผู้พ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือแนวคิดของตะวันตกที่ว่า “การรีไซเคิลขยะทั้งหมดนี้นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้” ซึ่งตอนนี้แนวคิดนี้ถูกเปิดเผยว่าไม่ต่างอะไรจากการหลอกลวงสักเท่าไร
ณ เวลานี้ เราทุกคนต่างทราบดีว่าการรีไซเคิลขยะนั้นไม่ใช่ไม่มีต้นทุนหรือทำได้ฟรี ๆ เสียเมื่อ่งผลไร และมันก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จมอยู่ในกองขยะอันตรายนับพัน ๆ ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะที่มาจากประเทศทางเหนือของโลกที่ปากว่าตาขยิบและทำตัวชิว ๆ การกล่าวหากันไปกันมาจากทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกในเรื่องนี้ก็ขื่นขมมาตลอด

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ตัดสินใจส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุของเสียปนเปื้อนจำนวน 49 ตู้กลับไปยังสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และฮ่องกง
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามาเลย์เซียได้ส่งพลาสติกกว่า 3,000 ตัน กลับไปยังประเทศต้นทางกว่า 14 ประเทศ ในขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ก็ส่งตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 69 ตู้กลับไปยังแคนาดา ตามด้วยถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวและข่มขู่เชิงต่อต้านตะวันตกตามสไตล์ปกติของประธานาธิบดี โรดรีโก ดูแตร์เต
ข้อเท็จจริงก็คือ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทบจะไม่สามารถจัดการกับขยะของตนเองได้เลย นับประสาอะไรจะจัดการกับขยะจากประเทศตะวันตก
ในจาการ์ตา มีแผนที่จะสร้างเขตโรงงานจัดการขยะระดับกลางหรือไอทีเอฟ (Intermediate Treatment Facility : ITF) มูลค่า 250 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2565 ที่คาดว่าจะสามารถเก็บขยะขนาด 2,200 ตันได้เพื่อแทนที่บันตาร์ เกอบัง
แต่นั่นก็คงจะไม่เพียงพอแน่นอนหากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าจากรายงานแล้วจาการ์ตาสร้างขยะกว่า 7,000 ตันต่อวัน
และถึงแม้ว่าจะสามารถสร้างที่ทิ้งขยะเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแห่ง มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขประเด็นปัญหาพื้นฐานของประชากรในจาการ์ตา (จริง ๆ คือปัญหาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลกเลยก็ว่าได้) ว่าจะทำอย่างไรกับขยะกองมหึมาขนาดนี้ ที่เกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิตและลัทธิบริโภคนิยมในศตวรรษที่ 21
ณ ปัจจุบัน ทำได้เพียงเรียกร้องให้ระดับโรงงานผู้ผลิตและระดับบุคคลร่วมกันเปลี่ยนแปลงนิสัยหรือเปลี่ยนการปฏิบัติในเรื่องการบริโภคและการทิ้งขยะ แต่การทำแบบนี้เป็นเพียงการซุกปัญหาไว้ใต้พรมเท่านั้น (ในกรณีของบันตาร์ เกอบัง อาจจะต้องใช้คำว่า “ทำให้ปัญหามัน ‘กองพะเนิน’ ยิ่งขึ้นไปอีก”)
เทคโนโลยี รวมไปถึงการร่วมมือในระดับโลกในการจัดการปัญหาขยะเหล่านี้นั้น ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด
การส่งออกขยะไปยังประเทศอื่นอย่างที่ชาวยุโรปและชาวอเมริกันทำกันมาเป็นประจำ (แม้จะทำอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ) เป็นการกระทำที่ปากว่าตาขยิบและรังแต่จะสร้างปัญหาและความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
ทุกสังคมจำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากับความไม่มีทางเป็นไปได้ในการจัดการกับขยะกองเท่าภูเขาที่บรรดาอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Fast Moving Consumer Industries) นี้สร้างขึ้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการยกเครื่องใหม่หมดทั้งระบบของการขายและการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ (Fast Moving Consumer Goods : FMCG)
การจัดการขยะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและเป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากเราไม่ให้ความรู้ผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายเสียใหม่
หากเราไม่ยกเครื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาขยะนี้แล้วมาทำอะไรแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทุกอย่างก็จะล้มเหลว
จนกว่าจะถึงวันนั้นที่เราแก้ปัญหาขยะได้สำเร็จ ที่ทิ้งขยะอย่าง บันตาร์ เกอบัง และอีกหลาย ๆ แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีแต่จะขยายใหญ่ขึ้นและผุดขึ้นใหม่เป็นดอกเห็ด

