เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.1% ในวันอังคาร (30 ก.ค.) และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์ในระหว่างวัน โดยราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในวันพุธนี้ ซึ่งจะถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี และปัจจัยนี้จะช่วยหนุนอุปสงค์น้ำมันในสหรัฐ ซึ่งถือเป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐส่งมอบเดือน ก.ย.พุ่งขึ้น 1.18 ดอลลาร์ หรือ 2.1% มาปิดตลาดที่ 58.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือน ก.ย.ที่ตลาดกรุงลอนดอนทะยานขึ้น 1.01 ดอลลาร์ หรือ 1.6% สู่ 64.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน และระดับปิดวันอังคารถือเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลงมาแล้วเกือบ 1% จากช่วงต้นเดือนนี้ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงมาแล้วกว่า 2% จากช่วงต้นเดือนนี้
นักวิเคราะห์คาดว่า สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) อาจจะรายงานในวันพุธว่า สต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐปรับลดลง 2.6 ล้านบาร์เรลในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งจะถือเป็นการปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน ทั้งนี้ หลังจากตลาด NYMEX ปิดทำการในวันอังคาร การปิโตรเลียมสหรัฐ (API) ซึ่งเป็นหน่วยงานของเอกชน ได้เปิดเผยตัวเลขสต๊อกน้ำมันสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 ก.ค. โดยระบุว่าสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐดิ่งลง 6 ล้านบาร์เรล
ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า สต๊อกน้ำมันดิบอาจดิ่งลง, จากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ, จากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย และจากการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ
ผู้เจรจาต่อรองของจีนกับสหรัฐประชุมกันที่นครเซี่ยงไฮ้เป็นเวลาสองวันในสัปดาห์นี้ แต่นักลงทุนไม่ได้ตั้งความหวังมากนักต่อการเจรจาครั้งนี้ ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวเตือนจีนว่า จีนไม่ควรจะรอให้วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของเขาสิ้นสุดลง ก่อนที่จีนจะทำข้อตกลงการค้า

