หน้าแรก ต่างประเทศ ปอมเปโอ โวมะก...

ปอมเปโอ โวมะกันช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก เน้นการค้าเสรีเป็นธรรม หวังถ่วงดุลจีน

2.08.19 | 13:19 น.

ปอมเปโอ โวมะกันช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก เน้นการค้าเสรีเป็นธรรม หวังถ่วงดุลจีน

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 2 สิงหาคม นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แสดงปาฐกถาเรื่อง ความผูกพันทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐ ที่สยามสมาคม โดยมีผู้นำเยาวชนและนักธุรกิจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนกว่าร้อยคน

โดยนายปอมเปโอระบว่าโลกปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมากจากช่วงเวลาหลังสงคราม เป็นเวลาหลาย 10 ปีหลายประเทศต้องดิ้นรนหาหนทางของตนเองประเทศอย่างอินเเดีย ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ปากีสถานกับบังคลาเทศต้องแยกตัวออกจากกัน เช่นเดียวกับสิงคโปร์กับมาเลเซีย รวมไปถึงไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ ลัทธิคอมมิวนิสต์แผ่ขยายในคาบสมุทรเกาหลี เช่นเดียวกับเวียดนาม รวมไปถึงอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป ประเทศเหล่านี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก เกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของบริษัทระดับโลกอย่าง ซัมซุง และ แอลจี สิงคโปร์ เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคของเฟซบุ๊ก ไมโครซอฟท์ อินเดีย ให้บริการด้านไอทีให้กับโลกใบนี้ ไต้หวันมีอาคาร 101 ที่เป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ในจีนก็กลายเป็นเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพราะปาฏิหาร แต่เกิดขึ้นเพราะ 2 สิ่งสำคัญคือ “การค้า” และ “เสรีภาพ”

 

ปอมเปโอระบุด้วยว่า การที่เศรษฐกิจจะเจริญรุ่งเรื่องได้นั้น รัฐบาลจะต้องไม่เข้าไปควบคุมมากจนเกินไปและนั่นจะทำให้ธุรกิจสามารถยืนได้ด้วยตนเอง การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงไทยนั้น สหรัฐอยู่เคียงข้างเสมอมา มีการลงทุนช่วยให้เกิดความเติบโต และกระชับสัมพันธ์สองประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น สหรัฐร่วมสร้างเอเปค อาเซียน และยังลงทุนในทรัพยากรบุคคล ด้านการศึกษามหาวิทยาลัยสหรัฐสร้างผู้นำเอเชียนับพันทั้งในระดับท้องถิ่นและผู้นำระดับชาติ เป็นเวลานานหลาย 10 ปี
ปัจจุบันมี บริษัทสหรัฐดำเนินการอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่า 4,200 บริษัท ลงทุนเป็นมูลค่ารวมหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่มีประเทศใดที่ทำได้เท่าหรือใกล้เคียงสหรัฐเลย

Advertisement

รัฐมนตรี ต่างประเทศสหรัฐยังระบุด้วยว่าสหรัฐเชื่อว่าความเติบโตโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนนั้นมาพร้อมกับนวัตกรรม หลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม นั่นเหตุผลว่าทำไมสหรัฐจึงสนับสนุนให้มีการผ่านร่างกฏหมายเพิ่มงบประมาณในการลงทุนในต่างประเทศ (BUILD Act.) ขึ้นสองเท่าเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายปอมเปโอระบุถึงสงครามการค้ากับจีนด้วยโดยระบุว่า เป็นเรื่องของการค้าที่ไม่เป็นธรรมโดยสหรัฐนั้นต้องการบรรลุข้อตกลงในการเจรจากับจีนให้เร็วที่สุด โดยสหรัฐเรียกร้องโดยตลอดคืออยากให้จีนลงมาแข่งขันในสนามเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่เป็นผลดีกับทุกๆชาติรวมถึงเป็นประโยชน์กับระบบการค้าโลกด้วย

ปอมเปโอระบุถึงความสำคัญของเอเชียว่า เศรษฐกิจเอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจที่อื่นๆในโลกรวมกันในปี 2020 เอเชียเติบโตเต็มที่แล้ว ฉะนั้นจำเป็นต้องให้การค้าเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมโปร่งใสการลงทุนที่มีมาตรฐานสูงสร้างงานให้กับผู้คนนับล้านๆคนได้ ฉะนั้นต้องยืนยันในสิทธิอำนาจอธิปไตยของชาติต่างๆและประชาชน

ทั้งนี้นายปอมเปโอระบุว่ารัฐบาลสหรัฐจะยืนยันความเป็นหุ้นส่วนกับไทยอย่างที่เป็นมาตลอดในประวัติศาสตร์ยาวนาน 200ปี และประธานาธิบดีทรัมป์ และรัฐบาลนี้จะยืนยันในพันธกรณีดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ในปอมเปโอ เปิดโอกาสให้มีการถามคำถามหลังการปาฐกถาด้วย จากคำถามที่ว่า ทรัมป์ ขู่จะตั้งกำแพงภาษี 10% กับสินค้านำเข้าของจีนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับการเจรจา และมีทางที่จะประนีประนอมหรือไม่ นายปอมเปโอระบุว่า จีนใช้ความได้เปรียบทางการค้ามาโดยตลอด สิ่งที่สหรัฐต้องการนั้นง่ายๆก็คือการค้าที่เสรีและเป็นธรรม ในการเจราจาจีนยอมตกลงในจุดหนึ่งแต่สุดท้ายกลับหันหลังให้กับข้อตกลงดังกล่าว

นอกจากนี้นายปอมเปโอระบุว่า ปัญหาสำคัญเป็นเรื่องของหัวใจของการค้าทั่วโลก การตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องสินค้าของตนเองเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้มันเป็นเรื่องพื้นฐานความเป็นธรรมและเท่าเทียมที่จะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองกับเศรษฐกิจโลก

ต่อข้อถามที่ทรัมป์ เชิญ คิม จอง อึนผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ไปเยือนวอชิงตัน ดี.ซี. นั้นเป็นสิ่งที่ยอมให้กับชาติอย่างเกาหลีเหนือมากเกินไปหรือไม่ นายปอมเปโอ ระบุว่า นั่นเป็นความพยายามเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการทูต เพื่อยืนยันว่าเกาหลีเหนือจะกลับสู่โต๊ะเจรจาอีก อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่มีมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมากที่สุดและบังคับใช้มาตรการดังกล่าวทั่วโลก ทั้งนี้เมื่อถามว่าจะเกิดการหารือระดับสุดยอดผู้นำครั้งที่สามระหว่างสหรัฐและตฝเกาหลีเหนืออีกหรือไม่นายปอมเปโอระบุว่า ต้องติดตามต่อไป