วันที่ 21 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานถึง ปัญหาเสือในป่าที่ถูกล่าโดยกลุ่มพรานป่าที่ลักลอบค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าอย่างผิดกฏหมายเป็นจำนวน 2,300 ตัวในช่วงหนึ่งร้อยปีที่่ผ่านมานี้
หากนับย้อนไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2443 พบว่ามีเสืออยู่ทั่วโลกมากกว่า 100,000 ตัวทว่าจำนวนนั้นกลับลดลงมากอย่างจนน่าตกใจเหลือเพียง 3,200 ตัวในปี 2553 กระทั่งปีพ.ศ. 2541 พบหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการลักลอบค้าเสือโคร่งโดยอัตราเฉลี่ยมากกว่า 120 ตัวต่อปี ซึ่งเท่ากับมีการล่าเสือในป่าถึง 2 ตัวต่อสัปดาห์ทำให้ ทราฟฟิก กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติที่เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าออกมาเตือนว่า กลุ่มลักลอบค้าสัตว์เป็นภัยทำให้ประชากรเสือในป่าลดลงจนอาจสูญพันธุ์ แม้ว่าจำนวนเสือโคร่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่คาดว่าจำนวนเสือที่อาศัยอยู่ในสภาพธรรมชาติยังคงมีไม่ถึง 3,900 ตัว
ทั้งนี้ ทราฟฟิก ได้เผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติการลักลอบค้าเสือรอบโลกหลังจากเฝ้าติดตามสังเกตุจำนวนเสือโคร่งที่ผ่านมาตลอด 19 ปี เต็มพบว่ามีเสือโคร่งถูกล่าตั้งแต่ปีพ.ศ.2543 ถึงปีพ.ศ.2561 เป็นจำนวน 2,359 ตัวจาก 32 ประเทศและเขตปกครองต่างๆ
ด้าน ขนิฐา กฤษนัสมี ประธานองค์กรเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ทีทีเอฟ) แถลงถึงจำนวนเสือโคร่งที่ลดลงอย่างน่าวิตกว่า “มีหลักฐานที่ชัดเจนจากจำนวนหนังและสัตว์ป่าที่เสียชีวิตรวมถึงปริมาณชิ้นส่วนและกระดูกเสือที่พุ่งสูงขึ้น ดูเหมือนเรากำลังจะพ่ายแพ้ศึกนี้ ตอนนี้หมดเวลาพูดเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องทำตามคำพูดเพื่อปกป้องเสือโคร่งด้วย”
ทั้งนี้ชิ้นส่วนจากเสือโคร่งที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มลักลอบค้าสัตว์คือ หนังเสือ มีอัตราจับกุมและยึดได้เฉลี่ย 58 ชิ้นต่อปีและยังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อทำการเปรียบเทียบจำนวนเสือที่เสียชีวิตและยังมีชีวิตอยู่ในแต่ละปี

