แคชเมียร์: ผู้ที่โดนล่าอาณานิคมตอนนี้ได้กลายเป็นผู้ล่าอาณานิคมเสียเอง แคชเมียร์, ความฝันที่ห่างไกลออกไปแล้วตอนนี้ อินเดีย, ในวันที่ไม่ใช่ดวงประทีปแห่งทวีปเอเชียอีกต่อไปแล้ว

เวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา ซินเจียง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นค่ายกักกันสมัยใหม่ หรือรัฐชัมมูและกัศมีร์ (เจแอนด์เค) ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งมีประชากรกว่า 12.5 ล้านคนและส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม จะกลายเป็นค่ายกักกันแห่งต่อไป

ณ ขณะที่เขียนบทความฉบับนี้ รัฐชัมมูและกัศมีร์กำลังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก การติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ถูกตัดขาด และผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ ๆ ของรัฐก็กำลังถูกกักตัว กำลังพลกว่า 5 แสนนายเข้าประจำการอยู่ในแคชเมียร์แล้วซึ่งทำให้แคชเมียร์กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีทหารประจำการอยู่เยอะที่สุดในโลก

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เข้าใกล้การประกาศใช้กฎอัยการศึก ทหารอินเดียกว่า 35,500 นายได้ถูกส่งเข้าประจำการที่แคชเมียร์ ในขณะที่นักท่องเที่ยวและผู้ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในเมืองต้องรีบหลบหนีจากการไล่ลา ในขณะเดียวกันคนท้องถิ่นซึ่งหวาดหวั่นเพราะไม่แน่ใจว่าอนาคตของตนจะเป็นเช่นไร ก็เริ่มเก็บตุนอาหารและเสบียงอื่น ๆ ซึ่งนำไปสู่ตื่นตระหนกในคนหมู่มาก

ความแตกต่างของสถานการณ์นั้นชัดเจนกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว หากเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมมาเที่ยวเขตเทือกเขาหิมาลัยเมื่อประมาณ 36 ปีที่แล้วในปี พ.ศ. 2526

ตอนที่ผมมาที่นี่เป็นช่วงหางท้ายของยุคฮิปปี้แล้ว ตอนนั้นผมใช้เวลา 1 สัปดาห์อยู่บนบ้านเรือ ในทะเลสาบดาล ก่อนที่จะมุ่งหน้าออกผจญภัยแบบในเรื่องบอยส์ โอน (“Boy’s Own”) ไปยังเขตคาร์กิลและเขตที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่เยอะอย่างลาดักห์ อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2532 การก่อความไม่สงบและการนองเลือดก็เริ่มต้นขึ้น และเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งว่าความสงบและสวยงามที่เคยมีอยู่ก็ได้กลายเป็นเพียงอดีตไป

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน แคชเมียร์ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่สงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานมา 3 ครั้งแล้ว ได้กลายเป็นเงื้อมผาสถานการณ์ที่อันตรายอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่มีการแก้รัฐธรรมนูญติดต่อกันเป็นชุดรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง รัฐบาลชาตินิยมของฮินดู ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีนายนเรนทระ โมที ได้ปลดสถานะความเป็นรัฐของแคชเมียร์ ริบอิสรภาพในการปกครองตนเอง รวมไปถึงยกเลิกการค้ำประกันสิทธิ์ทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยช่วยป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาซื้อที่ดินในแคชเมียร์ได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร โดยแก่นแล้วแคชเมียร์ได้ถูกลดระดับความสำคัญลงนั่นเอง โดยจะถูกแบบเป็น 2 เขต ฟากหนึ่งเป็นเจแอนด์เค และฟากซีกหนึ่งเป็นลาดักห์ แต่ทั้งสองฟากจะถูกปกครองโดยตรงจากกรุงนิวเดลี ในฐานะดินแดนสหภาพ (Union Territories)

ในขณะที่นายทเรนทระ โมที ได้ให้สัญญาว่าท้ายที่สุดแคชเมียร์จะกลับคืนสู่สถานะความเป็น “รัฐ” และมีความเจริญที่ดีขึ้น แต่ก็มีการพูดกันแล้วถึงประเป็นที่ว่าผู้ตั้งถิ่นฐานชาวฮินดูจะทะลักเข้าปักหลักในแคชเมียร์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะเปลี่ยนสถิติประชากรของพื้นที่บริเวณนี้อย่างถาวร

นี่เป็นเพียงโศกนาฏกรรมเรื่องล่าสุดที่จะบังเกิดขึ้นกับดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและปัญหาอย่างแคชเมียร์

หากพูดกว้าง ๆ แล้ว แคชเมียร์แวลลี่ย์ (Kashmir Valley) มีประวัติศาสตร์เป็นชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ชัมมู (ไปทางตอนใต้) จะมีชาวฮินดูและดาลักห์จะมีชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ตามลำดับ แต่ทั้ง 3 เขตนี้ถูกปกครองโดยบรรดามหาราชาของราชวงศ์โฑครา ซึ่งเป็นชาวฮินดู

เมื่อรัฐสภาอังกฤษแบ่งบริติชราชออกเป็นสองรัฐเอกราช ซึ่งได้แก่อินเดียและปากีสถาน ในปี พ.ศ. 2490 มหาราชาของแคชเมียร์ในขณะนั้นนั่นก็คือฮาริ ซิงห์ เลือกที่จะยอมรวมดินแดนกับอินเดียแทนที่จะรวมดินแดนกับปากีสถานตามที่ประชาชนชาวมุสลิมส่วนใหญ่ของตนต้องการ

ภูมิภาคนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้ที่กินพื้นที่ใหญ่ขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถาน โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างอำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือพื้นที่แคชเมียร์ทั้งหมด

เพื่อแก้ไขข้อพิพาทต่าง ๆ เรื่องการครอบครองพื้นที่ในแคชเมียร์ ได้มีการมอบการค้ำประกันทางรัฐธรรมนูญบางประการให้แก่แคชเมียร์ รวมถึงเสรีภาพในตนเองทุกด้าน ยกเว้น ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านการสื่อสาร และด้านการป้องกันประเทศ อินเดียยังให้คำมั่น(ซึ่งยังไม่บรรลุผล)ว่าจะจัดทำประชามติให้แคชเมียร์ด้วย ว่าท้ายที่สุดสถานะของแคชเมียร์จะเป็นเช่นไร

“พรรคภารตียชนตา” หรือ “พรรคบีเจพี” (Bharatiya Janata Party aka BJP) ของนายนเรนทระ โมที และ “กลุ่มชาตินิยมฮินดู ราษฏรีย สวยัมเสวก สังฆ์” หรือ “กลุ่มอาร์เอสเอส” (Rashtriya Swayamsevak Sangh aka RSS) มองการค้ำประกันเหล่านี้ว่าเป็นความวิปลาส โดยมองว่าเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่มีการรับประกันใด ๆ แก่ชาวมุสลิมแคชเมียร์ที่โหดเหี้ยม และเป็นอุปสรรคในการแสวงหาประเทศฮินดูหรือรัฐฮินดู (Hindu Rashtra)

อย่างไรก็ตาม มีผู้แก้ต่างให้ว่า “สิทธิพิเศษ” ของแคชเมียร์นั้นเป็นส่วนสำคัญของอินเดียและความเป็นฆราวาสนิยมแบบเนห์รูเวียนที่อยู่ในรัฐธรรมนูญของอินเดีย

สัมปทานต่าง ๆ แม้จะไม่เป็นที่นิยม ก็เป็นสิ่งรับประกันให้กับชาวมุสลิมในแคชเมียร์ และโดยนัยเองก็เป็นสิ่งรับประกันให้กับชนกลุ่มน้อยทั้งหมดของประเทศด้วย ว่าการเลือกอินเดียจะไม่ส่งผลให้ตัวตนของพวกเขาถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับประชากรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวฮินดู

การปรากฏตัวของแคชเมียร์ในอินเดียนั้นควรจะเป็น “การต่อว่าที่มีชีวิต” ต่อทั้งปากีสถานและสมาชิกของกลุ่มอาร์เอสเอส

แต่ทั้งหมดที่เกล่ามานั้นดูเหมือนจะเป็นความฝันอันห่างไกลในตอนนี้

อันที่จริง การกระทำหลายอย่างของรัฐบาลนายนเรนทระ โมที ในแคชเมียร์เน้นให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามโครงการของกลุ่มอาร์เอสเอสอย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งรวมถึงการกำจัดทั้ง “อินเดียแบบพหสังคม” ที่ได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์เนห์รุ- คานธี และ การกำจัดความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญของฆราวาส ที่ร่างโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่มาจากวรรณะจัณฑาล (Dalit) อย่าง ดร.อัมเบดการ์ (Dr. Bhimrao Ramji Ambedkar)

แต่มันก็เป็นความผิดพลาดที่จะโทษว่าความเสื่อมลงของเสรีภาพในอินเดีย มีสาเหตุมาจากนายนเรนทระ โมที พรรคบีเจพี และกลุ่มอาร์เอสเอส เพียงอย่างเดียว

ไม่ใช่เลย สาเหตุของความเสื่อมลงของเสรีภาพในอินเดียนี้เป็นสิ่งที่ชาวอินเดียที่ได้เลือกนายนเรนทระ โมทีกลับเข้ามาอีกครั้ง (ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่มากเสียด้วย) ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจะต้องรับผิดไปด้วย

ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลอินเดียชุดต่อ ๆ มาในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะอุดมการณ์ทางการเมืองแบบขั้วไหน ต่างช่วยกันรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย ส่งเสริมให้แคชเมียร์มีอิสระภาพเป็นของตนเองทั้งสิ้น และในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีการจัดให้ประชาชนได้ลงประชามติและไม่ยอมให้ประเด็นแคชเมียร์นี้ถูกนำไปถกในสหประชาชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น ความยินดีที่ชาวเน็ตอินเดียได้มอบให้กับข่าวล่าสุด ถึงขนาดที่ว่าพวกเขาหลายคนยกย่องว่าเป็น “การแก้ปัญหาสุดท้าย” สำหรับ “ปัญหาแคชเมียร์” ชวนให้คิดว่าการกระทำต่าง ๆ ของนายนเรนทระ โฒที นั้นกำลังได้รับความนิยมและการสนับสนุน หากไม่มันไม่ใช่การประจบสอพลอน่ะนะ

แต่ความยินดีนี้อาจมีอายุสั้น…

ความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้ากับปากีสถานและแม้แต่ประเทศจีน (ซึ่งเป็นประเทศมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องในการครอบครอบพื้นที่ส่วนที่เหลือในลาดักห์ และ ได้วิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงนี้) อาจเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่แท้จริง จะเกิดขึ้นกับจิตวิญญาณของอินเดีย

หากพวกเขาสามารถทำสิ่งนี้กับแคชเมียร์ (โดยเสียงของผู้คนที่เห็นต่างก็ถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงแล้วล่ะก็) สิ่งใดที่จะหยุดยั้งความชั่วร้ายที่คล้ายกันไม่ให้เกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ของอินเดียหรือภูมิภาคอื่นที่ไม่พูดภาษาฮินดีได้ เช่น กรรณาฏัก อัสสัม และ ทมิฬนาฑู

การพยายามครอบครองแคชเมียร์เป็นมากกว่าแค่เรื่องเกี่ยวกับศาสนา มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำลายวัฒนธรรมประจำชาติที่ไม่เหมือนใคร ที่ปฏิบัติกันมาจากความเชื่อที่แตกต่างกัน และมันเกี่ยวกับการทำให้อินเดียเป็นเนื้อเดียวกันไปหมด หรือถ้าจะให้พูดอีกอย่างก็คือ เป็นจุดสิ้นสุดของความหลากหลายที่สวยงามของอินเดียนั่นเอง

ชื่อเสียงของอินเดียในฐานะไอคอนต่อต้านอาณานิคม ในฐานะประภาคารแห่งเอเชีย มีความเป็นฆราวาส มีความก้าวหน้า มีความเป็นประชาธิปไตย และความเป็นพหุสังคม ตอนนี้ชื่อเสียงเหล่านั้นอยู่ในผ้าขี้ริ้วเสียแล้ว

ผู้ถูกล่าอาณานิคมได้กลายเป็นนักล่าอาณานิคมเสียเอง

แต่นี่คือสิ่งที่ชาวอินเดียผู้ลงคะแนนให้นายนเรนทระ โมดิ ต้องการ

พวกเขาต้องการ “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และตอนนี้ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง ชาวอินเดียที่โหวตให้นายนเรนทระ โมดิก็ต้องอยู่กับผลลัพธ์ที่ตามมา

บทความก่อนหน้านี้“นายกฯ” ยันเสียงแข็ง รถไฟไทย-จีน ไม่สะดุด ไปต่อได้ หลังมีความล่าช้า
บทความถัดไปฝ่ายค้านจับมือลุย 4 ประเด็น ’แก้รธน.-ออกพ.ร.ก.-ถวายสัตย์ฯ-ปชช.เสียชีวิตคาค่ายทหาร’