ชี้ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังกบฏฮูธีส่งโดรนถล่มแหล่งน้ำมันซาอุฯ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานว่า หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีโรงแปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่และแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในย่ำรุ่งวันเดียวกันนี้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบชนิดไลท์สวีท ซึ่งเป็นสินค้าออกสำคัญของซาอุดีอาระเบียเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดสู่ตลาดโลกต้องสะดุดลง บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงน้ำมันและพลังงานของโลกเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบโดยรวมในระยะสั้น โดยอาจทำให้ระดับราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในทันทีที่เปิดตลาดซื้อขายกันในวันที่ 16 กันยายนนี้ แต่จะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพความเสียหายว่ารุนแรงเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ปริมาณน้ำมันดิบราว 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันที่โรงกลั่นดังกล่าวผลิตออกมานั้นจะขาดหายไปจากตลาดโลกนานมากน้อยเท่าใด

นาย เควิน บุค ผู้อำนวยการจัดการส่วนงานวิจัยของ เคลียร์วิว เอเนอร์ยี พาร์ทเนอร์ส ในสหรัฐอเมริการะบุว่า โรงแปรรูปที่เมือง อับคออิค ซึ่งถูกโจมตีนั้นทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำมันดิบชนิด เฮฟวี่ซาวร์ให้เห็นน้ำมันดิบชนิดไลท์สวีท เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่วนลานน้ำมันคูราอิส ของบริษัทอารัมโก ของทางการซาอุดีอาระเบียก็เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบขนาดใหญ่ปริมาณการผลิตสูงถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ แรปิแดน เอเนอร์ยี กรุ๊ป บริษัทให้บริการคำปรึกษาด้านธุรกิจน้ำมัน ชี้ว่า โรงแปรรูปดังกล่าวถือเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่นานนับเดือนหรือหลายๆ เดือนก็เป็นได้

ขณะที่นาย โจช ยัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ บริษัท ไบซัน อินเทอเรสต์ เชื่อว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีในช่วง 1-2 วันแรก และเชื่อว่าหากผ่านระยะ 2-3 วันแรกไปแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่จะได้เห็นราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่้มสูงขึ้นถึงระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่านั้น ในขณะที่ ไมเคิล เคิร์น แห่งเว็บไซต์ ออยล์ไพรซ์ ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้อาจส่งผลให้ตลาดโลกขาดแคลนน้ำมันดิบเฉียบพลันถึง 150 ล้านบาร์เรลต่อเดือน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำดิบเพิ่มขึ้นจากระดับที่เป็นอยู่ในเวลานี้ได้มากถึง 3 เท่าตัวได้ ทำให้ราคาน้ำมันกลับไปอยู่ที่ระดับเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์อีกครั้ง

รอยเตอร์ระบุว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้รุนแรงที่สุดคือบรรดาประเทศในเอเชียที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เพราะซาอุดีอาระเบียส่งน้ำมันดิบ 80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้่งหมดมาขายในกับประเทศในเอเชีย

ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบโลกชนิดไลท์สวีทปิดตลาดเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมายังคงเป็นขาลง โดยปรับตัวลงเล็กน้อยอีก 24 เซนต์ มาอยู่ที่ 54.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบชนิดเบรนท์ ก็ลดลง 16 เซนต์มาอยู่ที่ 60.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตามไปดู…เวิร์กช็อปเชียร์ลีดดิ้ง ก่อนชิงแชมป์ระดับประเทศ
บทความถัดไป‘น้องฟ้า’ จบที่ 41 บีเอ็มเอ็กซ์โลก ไทยลุ้นตั๋วอลป.โตเกียวยาก แต่ปั้นต่อเนื่องเพื่อหนหน้าที่ปารีส