รายงานของสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ชี้ว่า ชาวมุสลิมโรฮีนจาในเมียนมายังคงเผชิญกับความเสี่ยงอย่างร้ายแรงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมทั้งเตือนว่าการส่งกลับชาวโรฮีนจาที่ลี้ภัยออกมาอยู่นอกประเทศกลับไปเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
เมื่อปีที่ผ่านมา คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในเมียนมาซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชอาร์ซี)ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาต่อชาวโรฮีนจาเมื่อปี 2560 ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมกับเรียกร้องให้มีการนำตัวนายพลระดับสูง ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา มาดำเนินคดี
ในรายงานล่าสุดซึ่งจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมในวันที่ 17 กันยายนนี้ ที่นครเจนีวา คณะตรวจสอบข้อเท็จจริงของยูเอ็นระบุว่า เมียนมายังคงซ่อนเร้นความตั้งใจที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งทำให้ชาวโรฮีนจาราว 600,000 คนในเมียนมายังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยพวกเขายังอาศัยอยู่ในเมียนมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและน่าเวทนา
รายงานชิ้นนี้ย้ำด้วยว่าเมียนมายังคงปฏิเสธว่าไม่ได้ทำความผิดใดๆ ทั้งยังมีการทำลายหลักฐาน และปฏิเสธที่จะให้มีการทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังมีการรื้อถอนทำลาย ยึด และสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่บนที่ดินที่ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การครอบครองของชาวโรฮีนจา
รายงานยังชี้ว่าชาวโรฮีนจาในเมียนมาต้องอาศัยอยู่ในสภาพที่ไม่ได้รับความเมตตาปรานี พร้อมทั้งย้ำข้อเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อดำเนินการฟ้องร้องเมียนมาในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อไป โดยยังมีการระบุรายชื่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า 100 คนด้วย

