
เมื่อวันที่ 28 กันยายน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกล่าวเตือนในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า ลัทธิกีดกันทางการค้าจะทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะถดถอย
“บทเรียนจาก เดอะ เกรท ดีเพรสชั่น ไม่ควรถูกลืมเลือน มาตรการทางภาษีและการยั่วยุทางการค้าที่ทำให้อุตสาหกรรมโลกและห่วงโซ่อุปทานตกอยู่ในความปั่นป่วน จะเป็นสิ่งที่ทำลายระบบการค้าพหุภาคีและระเบียบการค้าและเศรษฐกิจโลกได้ และสิ่งเหล่านี้อาจทำให้โลกตกอยู่ในภาวะถดถอย” นายหวังกล่าว
เป็นความเห็นที่มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศศึกพิพาททางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ สองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยที่สื่อหลายสำนักยังรายงานในวันเดียวกันด้วยว่าปัญหาพิพาทระหว่างจีนและสหรัฐอาจขยายวงขึ้นอีก เนื่องจากมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกำลังพิจารณาจะใช้มาตรการรุนแรงกับจีน เช่น การถอนชื่อบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐหรือความพยายามสกัดภาคเอกชนสหรัฐเข้าไปลงทุนในประเทศจีน
ต่อประเด็นนี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีนมีปฏิกิริยาท่าทีด้วยการแสดงความชัดเจนว่าจีนจะดำเนินการตอบโต้ โดยกล่าวย้ำว่าจีนยึดมั่นที่จะแก้ไขข้อพิพาทด้วยความสงบนิ่ง อยู่บนหลักเหตุผลและร่วมมือกัน และตั้งมั่นที่จะอดทนให้ถึงที่สุด แต่หากอีกฝ่ายกระทำด้วยความเชื่ออันไม่ดีหรือไม่เคารพกันบนหลักความเสมอภาคหรือกฎในการเจรจา จีนก็จะต้องดำเนินการตอบโต้ที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมและผลประโยชน์ของตนเองและผดุงความยุติธรรมระหว่างประเทศเอาไว้
นายหวังยังกล่าวย้ำในความแข็งแกร่งของจีนด้วยว่า จีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมานานถึง 5 พันปี มีประชาชนที่ทำงานอย่างหนักและกล้าหาญจำนวน 1.4 พันล้านคน และมีอาณาเขตแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลถึง 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร จีนไม่เคยหวั่นกลัวต่อการข่มขู่คุกคามหรือการกดดันใดๆ
“กำแพงที่กั้นขวางจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาท้าทายโลก และการกล่าวโทษคนอื่นเพื่อกลบปัญหาของตนเอง ก็เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้ผล” นายหวังกล่าว ซึ่งไม่ได้เป็นการเอ่ยถึงสหรัฐที่เป็นคู่กรณีโดยตรง แต่มีนัยพาดพิงถึงทรัมป์ที่กำลังเผชิญมรสุมการเมืองภายในประเทศของตนเอง
