เมื่อวันที่ 27 กันยายน ตามเวลาในสหรัฐ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ ว่านายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางมาเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ สมัยที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้หารือทวิภาคีกับน.ส.ซานดรา เอริกา โจเวล โปลันโก รัฐมนตรีต่างประเทศกัวเตมาลา เชคคาหลิด บิน อาเหม็ด บิน โมฮัมหมัด อัล คอลิฟะห์ รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน และนายจ่อ ติ้น ส่วย รัฐมนตรีประจำสำนักที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา
น.ส.บุษฎีกล่าวว่า ในการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัวเตมาลานั้น กัวเตมาลาได้แจ้งให้ทราบว่าจะกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่เคยเปิดไปเมื่อปี 2531 และปิดไปเมื่อปี 2533 เนื่องจากมองว่ามีลู่ทางที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนในไทยได้ โดยกัวเตมาลายังจะเปิดสถานทูตใหม่อีกครั้งในประเทศอินโดนีเชียด้วย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ให้กับประเทศอาเซียน

น.ส.บุษฎีกล่าวว่า ไทยยินดีที่กัวเตมาลาจะกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทย เนื่องจากกัวเตมาลาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอเมริกากลาง ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 121 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 109 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นายดอนยังได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศกัวเตมาลาเยือนไทยพร้อมกับคณะนักธุรกิจ ซึ่งหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปีนี้
ส่วนการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน น.ส.บุษฎีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดในทุกระดับและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ โดยบาห์เรนได้รับเชิญให้มาร่วมประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 35 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ เนื่องจากบาห์เรนจะเข้าเป็นอัครภาคีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(แทค) ซึ่งจะมีการลงนามระหว่างการประชุมดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวต่อว่า ส่วนการหารือกับรัฐมนตรีเมียนมา ได้มีการพูดคุยเพื่อรับทราบความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาผู้ผลัดถิ่นและรัฐยะไข่ ซึ่งหวังว่าฝ่ายเมียนมาจะแจ้งความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายนนี้ โดยนายดอนย้ำว่าอาเซียนต้องการสนับสนุนเมียนมาในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

