เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เปิดประชุมพรรคอนุรักษนิยม ที่เป็นแกนนำพรรครัฐบาลผสมของอังกฤษในขณะนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 วันที่เมืองแมนเชสเตอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เพื่อปลุกเร้าสมาชิกพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อผลักดันให้การลาออกจากสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป(อียู) หรือเบร็กซิทเกิดเป็นจริง หลังจากต้องเพลี่ยงพล้ำหลายครั้งในสภาสามัญ หรือสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษซึ่งลงมติล่าสุดห้ามรัฐบาลลาออกจากสมาชิกอียูโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ และต้องยื่นขอเลื่อนเส้นตายจากวันที่ 31 ตุลาคมนี้ออกไปอีก 3 เดือน เว้นแต่ว่าจะสามารถทำความตกลงเบร็กซิทกับอียูได้ภายใน 15 ตุลาคมนี้
ทั้งนี้นายจอห์นสันยังคงยืนกรานท่าทีเดิมด้วยการประกาศว่าจะนำอังกฤษออกจากอียูในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยไม่สนใจกิจกรรมในสภาสามัญใดๆ เพราะเชื่อว่าสมาชิกพรรคจะยังให้การต้อนรับตนเป็นอย่างดีเนื่องจากจุดยืนเด็ดเดี่ยวดังกล่าว ที่ส่งผลให้พรรคอนุรักษนิยมได้รับตะแนนนิยมสูงกว่าพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้านสำคัญอยู่มากถึง 11 จุด
นายทิม เบล ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งลอนดอน ให้ความเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อตัวนายจอห์นสันและเพื่อรณรงค์เรื่องเบร็กซิทโดยเฉพาะ ทั้งนี้นายจอห์นสัน นอกจากจะยืนกรานเรื่องเบร็กซิทแล้วยังยืนยันที่จะกล่าวปิดประชุมสภาสามัญในกลางสัปดาห์หน้าตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าศาลฎีกาของอังกฤษจะพิพากษาแล้วว่า การพักการทำหน้าที่ของสภานานถึง 5 สัปดาห์ของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายค้านเตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ด้วยการดำเนินการในสภาหลายประการ ซึ่งจะรวมทั้งการลงมติไม่ไว้วางใจตัวนายกรัฐมนตรีและผลักดันให้สภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน
วันเดียวกันหนังสือพิมพ์ ดิ ออบเซอร์เวอร์ รายงานว่า นายเคียร์ สตาเมอร์ รัฐมนตรีเงาว่าด้วยกิจการเบร็กซิทของพรรคแรงงาน ออกมากล่าวหานายจอห์นสันว่า พยายามสร้างและปลุกเร้ากระแสความหวาดกลัวว่าจะเกิดการจลาจลจนถึงขั้นมีการบาดเจ็บล้มตายกันเกิดขึ้นหากไม่มีเบร็กซิทในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศเพียงพอต่อการประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจพิเศษเพื่อการบริหารงานในภาวะฉุกเฉินที่ทำให้สามารถผลักดันเบร็กซิทจนสำเร็จจนได้ ซึ่งนาย สตาเมอร์ระบุว่า เป็นการเล่นการเมืองแบบไม่มีความรับผิดชอบสูงสุด ที่ฝ่ายเบร็กซิทพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในทุกวิถีทาง

