คอลัมน์ไฮไลต์โลก: เจ้าชายแฮร์รีตามรอยเท้าแม่ในทุ่งระเบิดสังหาร

3.10.19 | 06:30 น.
(เอเอฟพี)

แองโกลา เป็นหนึ่งในประเทศที่เจ้าชายแฮร์รี แห่งราชวงศ์อังกฤษ เสด็จเยือนในระหว่างภารกิจเยือนทวีปแอฟริกาพร้อมพระชายาและพระโอรสอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเจ้าชายแฮร์รีทรงมีโอกาสเดินตามรอยเท้าเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาผู้ล่วงลับของพระองค์ ในการย่ำเท้าลงเดินบนผืนดินที่เคยเป็นทุ่งระเบิดสังหารในแองโกลา ที่เจ้าหญิงไดอานาทรงเคยฝังรอยเท้าของพระองค์เอาไว้ในปี 1997 ก่อนหน้าที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ลงในปีเดียวกัน ภาพดังกล่าวได้กลายเป็น “ภาพจำ” ที่อยู่ในความทรงจำของชาวโลกอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหญิงไดอานาในการทำให้โลกตระหนักถึงปัญหาและช่วยกันขจัดทำลายทุ่นระเบิดสังหารที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากให้หมดสิ้นไป

การย่างเท้าลงบนผืนดินที่เคยเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดสังหารในแองโกลาครั้งนี้ของเจ้าชายแฮร์รี จึงเป็นการส่งสารตอกย้ำถึงความพยายามที่จะสืบสานพระปณิธานของพระมารดาของพระองค์ที่จะทำลายทุ่นระเบิดสังหารที่ยังถูกฝังอยู่หรือมีการใช้กันอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งต่างๆในทั่วโลกให้หมดสิ้นไป โดยในระหว่างการเสด็จลงพื้นที่ดังกล่าว เจ้าชายแฮร์รียังตรัสว่า ทุ่นระเบิดสังหารเหล่านั้นเป็น “รอยแผลเป็นของสงครามที่ยากรักษา” แต่เราสามารถช่วยทำให้พื้นที่เหล่านั้นปลอดจากทุ่นระเบิดได้ด้วยการเสริมสร้างสันติสุขขึ้นในพื้นที่นั้นๆ

ทุ่นระเบิดที่มีใช้กันอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง แบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มุ่งหมายปลิดชีพหรือทำให้บาดเจ็บต่อบุคคลที่เป็นเป้าหมาย กับทุ่นระเบิดต่อต้านรถถังที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการโจมตีทำลายยานพาหนะต่างๆของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งยุทธิวิธีการใช้ทุ่นระเบิดโจมตีมีมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

เอเอฟพี

รายงานในปีค.ศ.2018 ขององค์กรเฝ้าระวังทุ่นระเบิดสังหารที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลมาระบุว่ามีพื้นที่ในราว 60 ประเทศและดินแดนที่ยังคงมีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกระจายตัวฝังอยู่ ในช่วงปี 1999-2017 มีจำนวนผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารรวมกันมากกว่า 120,000 ราย เกือบครึ่งหนึ่งของเหยื่อทุ่นระเบิดสังหารเป็นเด็ก ที่มากถึง 84 เปอร์เซ็นต์เป็นเด็กผู้ชาย ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุทุ่นระเบิดสังหาร เป็นพลเรือนมากถึง 87 เปอร์เซ็นต์

ส่วนประเทศที่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บที่มีสาเหตุมาจากทุ่นระเบิดสังหารมากที่สุดในปี 2017 คืออัฟกานิสถาน ตามมาด้วยซีเรีย ยูเครน อิรัก ปากีสถาน ไนจีเรีย เมียนมา ลิเบีย และ เยเมน

Advertisement

ด้านบีบีซีระบุว่าปัจจุบันยังคงมีทุ่นระเบิดสังหารฝังอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งแองโกลาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุ่นระเบิดสังหารฝังอยู่มากที่สุด เนื่องจากแองโกลาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมานานตั้งแต่ปี 1975-2002

ฮาโล องค์กรการกุศลในแองโกลายอมรับว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะระบุได้อย่างแน่ชัดว่ามีทุ่นระเบิดสังหารฝังอยู่ในแองโกลาจำนวนเท่าใด แต่มีที่ถูกเก็บกู้ไปได้แล้วเกือบ 100,000 ลูกนับจากปี 1994 เป็นต้นมา ขณะที่ทางการแองโกลาประมาณการณ์ว่ายังมีพื้นที่ที่เป็นเขตทุ่นระเบิดสังหารอยู่ในแองโกลาประมาณ 1,200 แห่ง

ในส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่มีเขตทุ่นระเบิดอยู่เป็นบริเวณกว้างได้แก่ ประเทศชาด อัฟกานิสถาน กัมพูชา ไทย อาเซอร์ไบจาน บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา โครเอเชีย ตุรกี อิรัก เยเมนและเวสต์เทิร์นซาฮารา

อย่างไรก็ดีการจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและยังเป็นภารกิจที่เสี่ยงอันตรายมากที่อาจจะต้องใช้เวลาเป็นหลายร้อยปีถึงจะกำจัดหรือเก็บกู้ให้หมดไปได้ และหากนานาประเทศไม่เคารพต่อกติกาภายใต้อนุสัญญาออตตาวาซึ่งว่าด้วยการห้ามใช้ ผลิต สะสม โอนและการทำลายทุ่นระเบิด ซึ่งมี 122 ประเทศลงนามผูกพันร่วมกันในปี 1997 โดยปัจจุบันมีภาคีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 164 ประเทศแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องยากต่อไปที่จะกำจัดทำลายทุ่นระเบิดสังหารให้สิ้นซากได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซีย ชาติยักษ์ใหญ่ที่เชื่อว่ามีทุ่นระเบิดอยู่ในคลังแสงจำนวนมาก ยังเป็นหนึ่งในหลายสิบประเทศที่ยังไม่ยอมผูกมัดตนเองภายใต้กรอบความร่วมมือนี้เอาไว้!