สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ชุมนุมประท้วงในฮ่องกงรวมตัวกันครั้งใหญ่อีก 2 จุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมนี้ เพื่อต่อต้านการห้ามใช้หน้ากากอนามัยโดยอาศัยอำนาจในภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากทางการจีน ส่งผลให้ทั่วทั้งเกาะปกคลุมไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 4 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ถือเป็นเหตุรุนแรงจากการชุมนุมประท้วงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮ่องกง ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน เอ็มอาร์ที คอร์ป. จำเป็นต้องปิดการเดินรถเกือบทั้งหมดตลอดวันที่ 5 ตุลาคม และเปิดให้บริการเพียงบางส่วนในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ เป็นเหตุให้การสัญจรไปมากลายเป็นอัมพาต เนื่องจากชาวฮ่องกงส่วนใหญ่นิยมใช้บริการรถไฟฟ้าที่ขนถ่ายผู้โดยสารต่อวันมากถึงราว 5 ล้านคน ในขณะที่มีการทุบทำลาย เผา สร้างความเสียหายให้กับสถานีรถไฟฟ้าสำคัญๆ อีกบางส่วนจนจำเป็นต้องปิดใช้งานเพื่อซ่อมแซม นอกจากนั้นเอ็มอาร์ที คอร์ป. ยังประกาศยุติการเดินรถในเวลา 21.00 น.เร็วกว่าปกติถึงกว่า 3 ชั่วโมง
การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาคม เกิดขึ้นทั้งในตัวเมืองฮ่องกงบริเวณอ่าววิคตอเรีย และบริเวณเกาลูนซึ่งเป็นฟากตรงกันข้ามของอ่าว ผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากาก แสดงออกถึงการต่อต้านมาตรการห้ามใช้หน้ากากอนามัยที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าศาลฮ่องกงจะแถลงในวันเดียวกันนี้ ไม่รับพิจารณาคำร้องของฝ่ายเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่เห็นว่าการเอาผิดทางอาญาต่อผู้สวมหน้ากากอนามัยเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้การชุมนุมประท้วงที่สองฟากของอ่าววิคตอเรียดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

