สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาทองสปอตที่ตลาดสหรัฐปรับขึ้น 8.45 ดอลลาร์ สู่ 1,489.37 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงท้ายตลาดวันพุธ โดยราคาทองได้รับแรงหนุนจากความกังวลที่ว่า จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐในประเด็นเรื่องฮ่องกง อาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจาต่อรองทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ นอกจากนี้ นักลงทุนก็รอดูการประชุมสุดยอดเรื่อง Brexit ที่กรุงบรัสเซลส์ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์นี้ด้วย ทางด้านราคาพัลลาเดียมพุ่งขึ้นสู่สถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,779.23 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะขาดแคลนอุปทาน
ราคาสัญญาทองเดือนธ.ค.ปิดตลาดปรับขึ้น 10.50 ดอลลาร์ หรือ 0.7% สู่ 1,494 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทางด้านราคาโลหะเงินในตลาดสปอตปิดปรับขึ้น 0.020 ดอลลาร์ สู่ 17.390 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนราคาพลาตินั่มในตลาดสปอตปิดร่วงลง 5.50 ดอลลาร์ สู่ 883.00 ดอลลาร์/ออนซ์ และราคาพัลลาเดียมในตลาดสปอตปิดพุ่งขึ้น 34 ดอลลาร์ หรือ 1.96% สู่ 1,767.00 ดอลลาร์/ออนซ์
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมาย 4 ฉบับในวันอังคารเพื่อแสดงถึงการใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อจีน โดยร่างกฎหมาย 3 ใน 4 ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ทางด้านรัฐบาลจีนประณามความเคลื่อนไหวนี้ของสหรัฐ และนักลงทุนก็กังวลว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจาต่อรองทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ทั้งนี้ ปัจจัยนี้มีส่วนกดดันตลาดหุ้นสหรัฐให้ร่วงลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทอง
นักลงทุนรอดูผลการประชุมสุดยอดเรื่อง Brexit ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยผลการประชุมดังกล่าวอาจจะบ่งชี้ว่า อังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 31 ต.ค.หรือไม่, อังกฤษจะถอนตัวแบบไร้ข้อตกลงหรือไม่ หรือว่าอังกฤษจะเลื่อนกำหนดการถอนตัวออกไป
ราคาพัลลาเดียมพุ่งขึ้นมาแล้วราว 40% จากช่วงต้นปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี นายไมเคิล มาทูเซค หัวหน้าเทรดเดอร์ของบริษัทยู.เอส. โกลบัล อินเวสเตอร์สกล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาพัลลาเดียมในช่วงนี้ “75% เกิดจากปัจจัยทางเทคนิค และ 25% เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน”

