หน้าแรก ต่างประเทศ ‘หัวเว่ย’กับอ...

‘หัวเว่ย’กับอนาคต ของ’ยุค5จี’

23.10.19 | 18:24 น.

ในงาน “โกลบอล โมบายล์ บรอดแบนด์ ฟอรัม” ที่นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไรอัน ติง ประธานอำนวยการในคณะกรรมการบริหารของหัวเว่ย ระบุว่า ทั่วโลกกำลัง “ต้องการ” ระบบการสื่อสารไร้สายยุคใหม่ยุคที่ 5 อย่างที่เรียกกันว่า 5จี เป็นอย่างยิ่ง ทั้งในแวดวงอุตสาหกรรมและในแวดวงผู้บริโภค

หลักฐานที่แสดงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวคือคำสั่งซื้อชุดเสาสัญญาณและสถานีฐาน 5จี ของหัวเว่ย ที่นับจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ทางบริษัทได้จัดส่งมอบไปแล้วมากกว่า 400,000 ชุด พร้อมกับลงนามในความตกลงเพื่อพัฒนาระบบ 5จี ไว้กับประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

ข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งๆ ที่หัวเว่ยตกเป็นเป้าการกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาว่าใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เพื่อการสอดแนมและจารกรรมความลับให้กับรัฐบาลจีน

ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงพร้อมๆ กับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี 5จี ทั้งการกำหนดมาตรฐาน, การกำหนดคลื่นความถี่ และการออกแบบและผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหลายสำหรับรองรับการใช้งานในเครือข่ายยุคใหม่นี้

เป็นความรุดหน้าไปรวดเร็วชนิดที่ผู้สันทัดกรณีในวงการทั้งหลายยอมรับตรงกันว่า ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการสื่อสารในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

Advertisement

หัวเว่ยเองเคยใช้เวลานานถึง 5 ปี จึงสามารถขายสถานีฐานยุค 4จี ได้เพียง 170,000 สถานีเท่านั้นเอง

ในแง่ของการให้บริการต่อสาธารณชนทั่วไป ต้องยกให้เกาหลีใต้มีการให้บริการ 5จี เชิงพาณิชย์ที่ก้าวหน้าที่สุด จีนรุดหน้าเป็นอันดับรองลงมา ด้วยแผนปฏิบัติการที่ทำให้ถึงสิ้นปี 2020 นี้ ทั่วประเทศจีนจะมีสถานีฐานอยู่ระหว่าง 600,000 ถึง 800,000 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว

ความต้องการทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการบริโภค จะทำให้ความต้องการเครือข่าย 5จี เพิ่มมากขึ้นและเพิ่มในอัตราความเร็วที่สูงขึ้นตามลำดับ เหตุผลก็คือในอนาคต 5จี ไม่เพียงทำให้ธุรกิจที่มีอยู่ดีขึ้น มั่นคงขึ้นเท่านั้น ยังเปิดโอกาสให้ขยายธุรกิจ เปิดทางสำหรับธุรกิจใหม่ๆ อีกมากมายจนแทบไม่มีขีดจำกัด ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้บริโภคโดยรวมทั้งหลายอีกด้วย

นั่นคือเหตุผลหนึ่งทำให้ หัวเว่ย ยังคงมั่นใจในก้าวย่างทางธุรกิจทั้งหลายในระบบนิเวศของ 5จี ตั้งแต่โครงสร้างเครือข่ายไปจนถึงอุปกรณ์ใช้งานรองรับ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนโดยรวม ได้รับผลสะเทือนสูงจากการถูกแบนตรงๆ ห้ามใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยในสหรัฐอเมริกา ต่อด้วยการห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจด้วย

รวมทั้งการประกาศเตือนเชิงขู่นานาประเทศว่า หากใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยในโครงข่าย 5จี สหรัฐอเมริกาก็จะไม่แลกเปลี่ยนข่าวกรองด้วยเป็นต้น

อีกเหตุผลหนึ่งของ หัวเว่ย ที่ทำให้เชื่อมั่นในการรับมือกับการต่อต้านจากสหรัฐอเมริกา พร้อมๆ ไปกับการรับมือกับการแข่งขันในตลาดโครงสร้างโครงข่ายการสื่อสารไร้สาย ก็คือความมั่นใจ ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ในเทคโนโลยี และเชื่อมั่นในการลงทุนซึ่งรวมถึงทรัพยากรบุคคลจำนวนมหาศาลที่บริษัทมีอยู่

ในงานเดียวกันนั้น หัวเว่ยถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการเปิดตัวเสาสัญญาณ “แมสซีฟ มีโม่” หรือ “เอ็ม-มีโม่” รุ่นที่ 3 ของบริษัท

“เอ็ม-มีโม่” เกาะสัญญาณติดกับอุปกรณ์ของยูสเซอร์จากสถานีฐาน เพื่อนำส่งสัญญาณข้อมูลด้วยระดับความเร็วที่สูงกว่าเดิม เสาสัญญาณที่เปิดตัวใหม่นี้ ขยายแบนด์วิธออกไปอีกเท่าตัว จนถึง 400 เมกะเฮิรตซ์ ในย่านความถี่ที่รู้จักกันในแวดวงว่าเป็นความถี่ย่าน “มิด-แบนด์” ที่หลายประเทศเลือกสงวนไว้ใช้กับโครงข่าย 5จี ได้ความแรงของสัญญาณเอาต์พุต สูงถึง 320 วัตต์ สูงที่สุดในอุตสาหกรรม 5จี ในเวลานี้ เอื้อให้ผู้ให้บริการสามารถขยายสัญญาณ ซี-แบนด์ ให้ครอบคลุมได้กว้างมากขึ้น

ที่สำคัญคือ เบากว่ารุ่นเดิม น้ำหนักเพียง 25 กิโลกรัม ใช้พลังงานน้อยกว่า ใช้ชิปประมวลผลที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 7 นาโนเมตร ล้ำหน้าที่สุดเท่าที่มีอยู่ในท้องตลาดเวลานี้ ทำให้เมื่อรวมกันเข้ากับสถานีฐาน “เบลดเอเอยู” ของหัวเว่ย สามารถติดตั้งได้ง่ายและใช้พื้นที่จำกัดได้ดีกว่าอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่

นี่เป็นเสาสัญญาณ 5จี ที่ก้าวหน้าที่สุดเท่าที่มีอยู่ เหตุผล เพราะหัวเว่ยเป็นผู้บุกเบิกเสาสัญญาณ “แมสซีฟ มีโม่” เป็นรายแรกมา และตั้งแต่ปี 2016 ก็สามารถพัฒนาไปจนถึงรุ่นที่ 3 แล้ว

ในขณะที่คู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันเพิ่งจะเริ่มต้นในตอนนี้เท่านั้นเอง

เอ็ดเวิร์ด เติ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแผนกธุรกิจการสื่อสารไร้สายของหัวเว่ย บอกว่า เมื่อหลายปีก่อน หัวเว่ยก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าเอ็ม-มีโม่ จะกลายเป็นอนาคต เป็นเทรนด์ พร้อมกันนั้นการใช้เสาสัญญาณเพื่อให้ครอบคลุมย่านความถี่ให้มากที่สุด จะกลายเป็นกระแสหลักของโครงสร้างโครงข่ายสื่อสาร 5จี

เพราะลงทุนในด้านนี้มานานปี ด้วยองค์ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่ เมื่อบวกกับการลงทุนในชิปเซตและการลงทุนในแง่ของเทคโนโลยีสัญญาณวิทยุ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าสามารถให้บริการได้ดีกว่า

ด้วยศักยภาพที่มีเหล่านี้ ทำให้หัวเว่ยสามารถใช้โมเดล “ทรัสต์ บัท เวอริฟาย” ในภาคพื้นยุโรป เพราะเชื่อว่ามีน้อยประเทศมากที่จะหลับหูหลับตาทำตามคำเตือนของสหรัฐอเมริกาโดยไม่ตรวจสอบ ทำให้ประสบความสำเร็จในการทลายกำแพงคำข่มขู่ของสหรัฐอเมริกาลงได้ในที่สุด

หัวเว่ยเชื่อมั่นว่า อุปกรณ์ของตน “สะอาด?” พอ และมีคุณภาพดีพอที่จะรองรับการทดสอบเข้มข้นด้านความปลอดภัยที่ทุกประเทศเป็นกังวลได้ ผลจากการ “ท้าพิสูจน์” ดังกล่าวนี้ นำมาซึ่งความไว้วางใจจากประเทศอย่าง เยอรมนี, อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, และสวีเดน ได้สำเร็จ พร้อมที่จะขยายโมเดลนี้ไปใช้ประเทศในยุโรปอื่นๆ ต่อไป

ภายใต้โมเดลนี้ หัวเว่ยคาดหวังว่าบรรดาประเทศอื่นๆ จะได้ตระหนักว่า หัวเว่ยคือบริษัทที่รับผิดชอบในการจัดหาโครงสร้างสำหรับโครงข่าย 5จี และเมื่อใดที่หัวเว่ยได้รับความไว้วางใจในยุโรป ก็อาจทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาพิจารณาทบทวนการแบนของตนเสียใหม่

สถานการณ์ที่ว่านั้นยังมาไม่ถึงก็จริง แต่เป็นที่ชัดเจนว่า ในเวลานี้ หัวเว่ยคือผู้ครองตลาดโครงสร้างสำหรับโครงข่ายสื่อสารไร้สายของโลกไปแล้ว

ข้อมูลของ ไอเอชเอส มาร์กิท บริษัทวิจัยตลาด ระบุไว้ว่า ในตลาดโครงสร้างการสื่อสารไร้สายของโลก หัวเว่ยครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 31 เปอร์เซ็นต์ ต่อด้วยอีริคสัน 27 เปอร์เซ็นต์ และโนเกีย เพียง 22 เปอร์เซ็นต์

รอยเตอร์รายงานเอาไว้ว่า ถ้าวัดเฉพาะโครงสร้างโครงข่าย 5จี หัวเว่ยครองตลาดอยู่ 28 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลกทั้งหมด

นั่นหมายความว่า นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยของเครือข่ายแล้ว หัวเว่ยยังคงความสำคัญในการกำหนดมาตรฐานสำหรับ 5จี ทั้งในเวลานี้และในอนาคต

หัวเว่ยคาดหวังว่า ในปี 2020 นี้จะสามารถกำหนดมาตรฐานใหม่ “5จี รีลีส 16” มาตรฐานสำหรับ 5จี แบบสแตน อโลนได้ ต่อด้วยรีลีส 17 ซึ่งจะครอบคลุมมาตรฐานของ “ไอโอที-อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์” ในปี 2021

เพื่อนำบริการใหม่ๆ มาสู่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการสื่อสารในยุคใหม่ได้เต็มรูปแบบนั่นเอง