สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ลงมติด้วยคะแนนเสียง 232 ต่อ 196 เสียง ให้เริ่มต้นกระบวนการไต่สวนอย่างเปิดเผยเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พ้นจากตำแหน่งสืบเนื่องจากกรณีใช้งบประมาณช่วยเหลือทางทหารต่อยูเครนเป็นเงื่อนไขเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองของตนเอง โดย นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดโมแครต เป็นผู้แถลงมติดังกล่าวนี้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรกในกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์พ้นจากตำแหน่ง หรืออิมพีชเมนต์ หลังจากที่มีการสอบสวนปกปิดมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาโดยคณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภา

แม้จะมียังไม่มีการแถลงถึงกำหนดเวลาที่ชัดเจน แต่คาดกันว่ากระบวนการนี้จะเริ่มต้นได้ในราว 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ท่ามกลางการคาดหมายว่าจะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองอย่างถึงพริกถึงขิงระหว่างพรรคเดโมแครตที่กล่าวหาทรัมป์ว่าใช้อำนาจประธานาธิบดีอย่างบิดเบือน เป็นเหตุให้ความมั่นคงของชาติต้องตกอยู่ในอันตราย เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว กับส.ส.พรรครีพับลิกันและทีมนักกฎหมายของทรัมป์ ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้ ซักค้านและสอบถามข้อเท็จจริงกับความเห็นต่างๆ จากพยานของพรรคฝ่ายค้านได้ ทำให้คาดหมายกันว่าการไต่สวนครั้งนี้จะดุเดือดกว่าปกติจนอาจบดบังประเด็นสำคัญในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในปี 2563 นี้
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุแอลบีซีของอังกฤษ อ้างว่า พรรคเดโมแครตหมดหวังที่จะเอาชนะตนในการเลือกตั้ง จึงหันมาใช้วิธีการนี้เล่นงานหวังปลดตนออกจากตำแหน่งก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
ทั้งนี้การไต่สวนเพื่อถอดถอนผู้นำสหรัฐอเมริกาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายโวโลดิมีร์ ซีเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่มีผู้รู้เห็นกล่าวอ้างว่าประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวร้องขอให้ผู้นำยูเครนให้ช่วยทำให้มีการสอบสวนนาย ฮันเตอร์ ไบเดน ผู้อำนวยการบริหารของบริษัท บูริสมา บริษัทพลังงานในยูเครน ซึ่งเป็นบุตรชายนาย โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีซึ่งลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งขันกับทรัมป์ในปีหน้า เพื่อแลกกับการปล่อยเงินช่วยเหลือทางด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาจำนวน 400 ล้านดอลลาร์ให้กับยูเครน

