เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน มีการเผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการก่อความไม่สงบที่ หมู่บ้านลำพะยา อ.เมือง จ. ยะลา เขียนโดย อบู ฮาเฟซ อัล-ฮอคีม ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นโฆษกของกลุ่มสภาที่ปรึกษาปาตานีหรือมาราปาตานี ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 ศพซึ่งส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยผู้เขียนเองยอมรับว่ามีแนวโน้มที่จะเชื่อเช่นนั้นเช่นกัน เป็นการแสดงถึงความล้มเหลวอีกครั้งของการฝึกและติดอาวุธพลเรือน จัดตั้งเป็นชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ขึ้น เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พลเรือนเหล่านั้นไม่พร้อมรับมือกับกลุ่มติดอาวุธแต่อย่างใด และแสดงความเห็นตามมาว่า บีอาร์เอ็น ต้องการสื่อสารอะไรถึงรัฐบาลไทยด้วยการลงมือปฏิบัติการดังกล่าว
อบู ฮาเฟซ ชี้ให้เห็นว่า ความพยายามเพื่อเจรจายุติความรุนแรงระหว่างทางการไทยกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีขึ้นมาแล้วหลายรอบ แต่ละรอบก็สะดุดหยุดชะงักลงด้วยเหตุและผลต่างกัน ครั้งแรกสุดเมื่อปี 2556 มีอุซตาซ ฮัสซัน ทาอิบ จากขบวนการบีอาร์เอ็น เป็นหัวหน้าคณะผู้เจรจา ลงเอยด้วยการชะงักงันเพราะเกิดปัญหาภายในขึ้นทั้งสองฝ่าย ครั้งถัดมา เริ่มต้นเมื่อปี 2557 โดยบีอาร์เอ็น กระแสหลักปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการเจรจา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการก่อตั้งสภาที่ปรึกษาปาตานี หรือที่เรียกว่า มาราปาตานี ขึ้นมาเป็นองค์กรร่วมของ 5 ขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่เพื่อทำหน้าที่ในการเจรจาครั้งนี้ โดยมีอุซตาซ สุกรี ฮารี สมาชิกบีอาร์เอ็นเป็นหัวหน้าทีมเจรจาของมาราปาตานี โดยภาพรวมแล้วเป็นการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการสร้างความเชื่อมั่้นซึ่งกันและกันขึ้น ด้วยการวางกรอบใหญ่ของพื้นที่ปลอดภัย (เซฟตี้โซน), เซฟเฮาส์, และคณะกรรมการดำเนินการร่วม (เจเอซี) ขึ้นมา แต่แม้ว่าทุกเรื่องจะตกลงเห็นพ้องกัน แต่เมื่อทางฝ่ายไทยไม่ลงนามความตกลงเหล่านี้อย่างเป็นทางการ ก็ทำให้ทุกเรื่องถูกแขวนค้างไว้เช่นนั้นอีกครั้ง
ต่อมาเกิดความเข้าใจผิดกันขึ้นจนทำให้การเจรจารอบที่ 3 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาชะงักงันไม่สามารถเริ่มต้นรอบแรกได้ด้วยซ้ำไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลังสุด พล.อ. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ พยายามหาทางเจรจาโดยตรงกับบีอาร์เอ็น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทุกอย่างถูกชะลอมาจนกระทั่งหลังเลือกตั้งเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ โดยทุกครั้งที่ทางการไทยไม่ใส่ใจ บีอาร์เอ็นก็มักก่อเหตุรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ไม่แน่นักว่ากรณีลำพะยาก็อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนทำนองเดียวกันก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม อบู ฮาเฟซ ยอมรับว่า ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนของกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่เช่นเดียวกัน แม้จะมีข่าวลือว่า บีอาร์เอ็น พร้อมที่จะเปิดเจรจาเดี่ยวกับทางการไทย แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่จะยินยอมให้กลุ่มอื่นร่วมในการเจรจา และยังไม่มีความแน่ชัดเช่นกันว่า มาราปาตานี จะยังคงอยู่ หรือยังคงแสดงบทบาทตัวแทนในการเจรจากับฝ่ายหรือไม่
แต่ที่สามารถระบุได้ชัดเจนในฐานะที่เคยเกี่ยวข้องโดยตรงกับเจรจาที่ผ่านมา อบู ฮาเฟซ ยังมองไม่เห็นความจริงใจและไม่เห็นเจตนารมณ์ทางการเมืองในการแสวงหาสันติภาพที่แท้จริงจากทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่นำโดยทหาร และเรียกร้องให้ทบทวนและปรับปรุงแนวนโยบายต่อจังหวัดชายแดนใต้เสียใหม่ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของตนเองและประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยแนะนำบทความทางวิชาการของนางสาวรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้งที่เสนอแนวทาง “กระดุม 5 เม็ด” เอาไว้เป็นแนวทางในการดำเนินการ
อบู ฮาเฟซ ระบุด้วยว่า ได้รับการยืนยันจาก อับดุล การิม กาหลิด โฆษกของบีอาร์เอ็นว่าถ้อยแถลงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้ที่เป็นการแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของชาวไทยพุทธในพื้นที่นั้นเป็นการแสดงท่าทีของบีอาร์เอ็นจริง เป็นการพูดเป็นนัยถึงเหตุการณ์ลำพะยา แม้จะไม่มีการพูดถึงโดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เหตุรุนแรงทำนองดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นหรือลดน้อยลงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของรัฐบาลไทยว่าจะตอบสนองต่อบีอาร์เอ็นอย่างไร จะให้น้ำหนักกับการเจรจาสันติภาพอีกหรือไม่ หรือจะยังคงโยนทิ้งไปแล้วปล่อยให้ไฟใต้ลุกโชนต่อไป

