คอลัมน์ ไฮไลต์โลก:ย่างก้าวสัมพันธ์อังกฤษ-อียู

15.06.16 | 18:00 น.

อีกไม่เท่าไรก็คงจะได้ทราบผลกันว่าชาวอังกฤษจะกำหนดอนาคตของตนเองอย่างไร จะเลือกอยู่ใต้ร่มเงาอันเป็นปึกแผ่นมั่นคงในร่มธงสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไป หรือจะเลือก “เบร็กซิท” คือการเดินออกมาอย่างเป็นอิสระจากร่มเงาของอียู

แต่ก่อนที่เราจะได้ทราบผลการตัดสินใจนั้น เราย้อนไปดูพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียูกันสักหน่อยว่า กว่าที่อังกฤษจะเดินมาถึงจุดนี้จุดที่ชาวอังกฤษต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งข้างต้นนั้น ได้ผ่านอุปสรรคปัญหาใดๆ มาบ้าง

9 สิงหาคม 1961 อังกฤษภายใต้รัฐบาลนายแฮโรลด์ แมคมิลแลน นายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยมในขณะนั้นได้ยื่นใบสมัครอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเพื่อเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือชาติยุโรป ที่ตอนนั้นเรียกขานว่า ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (อีอีซี)

14 มกราคม 1963 ประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล ของฝรั่งเศส ใช้อำนาจวีโต้คัดค้านการสมัครเข้าร่วมอีอีซีเป็นครั้งแรกของอังกฤษ และวันที่ 27 พฤศจิกายน ปี 1967 ประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล ใช้อำนาจยับยั้งในลักษณะเดียวกันเป็นครั้งที่ 2

1 มกราคม 1973 อังกฤษได้เข้าร่วมในกลุ่มอีอีซีอย่างเป็นทางการในท้ายที่สุด เช่นเดียวกับประเทศไอร์แลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล ของฝรั่งเศสพ้นจากอำนาจ

Advertisement

5 มกราคม 1975 ในการจัดแสดงประชามติว่าด้วยสมาชิกภาพของอีอีซี ชาวอังกฤษโหวต “รับ” มีสัดส่วนเสียงมากกว่า 67% เพียงเล็กน้อย

30 พฤศจิกายน 1979 นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งอังกฤษ เรียกร้องเงินงบประมาณสมทบที่อังกฤษจัดสรรให้แก่อีอีซีคืน ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วกับประโยคเด็ดที่เป็นภาพจำของโลก ที่ผู้นำหญิงเหล็กกล่าวว่า “ฉันต้องการเงินของฉันคืน”

20 กันยายน 1988 นายกรัฐมนตรีแทตเชอร์กล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองบรูก ประเทศเบลเยียม ที่ถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความเคลือบแคลงต่อการเป็นอีอีซี

22 กันยายน 1990 แทตเชอร์ถูกบีบให้ลาออก การแสดงการต่อต้านการรวมตัวเป็นประชาคมยุโรปมากขึ้นถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ถูกบีบ ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้สึกว่ากำลังทำให้อิทธิพลของอังกฤษในยุโรปลดน้อยลง

7 กุมภาพันธ์ 1992 อังกฤษได้ร่วมลงนามสนธิสัญญามาสทริตช์ ที่เป็นรากฐานขั้นต่อไปของการก้าวสู่การรวมตัวกันของยุโรป โดยอังกฤษเลือกที่จะไม่ร่วมใช้เงินสกุลเดียวของยุโรป คือ ยูโร

23 กรกฎาคม 1993 นายจอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น เปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในประเด็นที่อังกฤษลงนามในสนธิสัญญามาสทริตช์ หลังจากเผชิญการต่อต้านภายในพรรคอนุรักษนิยมด้วยกันเอง ในช่วงเวลานั้นกล้องยังจับภาพขณะที่นายจอห์น เมเจอร์ เรียกกลุ่มรัฐมนตรีที่ต่อต้านการรวมยุโรปว่ามีแผนล้มล้างเขาและสบถใส่ว่า bastard

20 เมษายน 2004 นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคแรงงาน ที่เป็นพวกรักยูโร ประกาศเจตนาที่จะจัดการทำประชามติว่าด้วยรัฐธรรมนูญยุโรป แต่ไม่มีเคยมีจัดขึ้น หลังจากฝรั่งเศสและเดนมาร์กปฏิเสธ

23 มกราคม 2013 นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบันแห่งพรรคอนุรักษนิยม ให้สัญญาว่าจะจัดประชามติว่าด้วยสมาชิกภาพอียูของอังกฤษ ในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปกระทั่งนำพรรคคว้าชัยชนะ

22 พฤษภาคม 2014 พรรคอินดิเพนเดนซ์ ที่เป็นพรรคต่อต้านอียูของอังกฤษ ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในรัฐสภาพยุโรป โดยครองเสียงสนับสนุนกว่า 26% ได้ 24 ที่นั่ง

7 พฤษภาคม 2015 พรรคอนุรักษนิยมของนายคาเมรอน คว้าชัยชนะเลือกตั้งเสียงข้างมากในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างน่าประหลาดใจ ปูทางสู่การจัดลงประชามติ

20 กุมภาพันธ์ 2016 คาเมรอนประกาศวันแสดงประชามติว่าด้วยสมาชิกภาพอังกฤษในอียู หลังจากการเจรจาถึงแนวทางการปฏิรูปที่สำคัญในการประชุมสุดยอดผู้นำอียูที่กรุงบรัสเซลส์

15 เมษายน 2016 การรณรงค์การจัดลงประชามติ เปิดฉาก

23 มิถุนายน 2016 วันที่อังกฤษไปลงประชามติชี้ชะตา