สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส ของสหรัฐอเมริกาเผยแพร่เอกสารลับของทางการจีนปึกใหญ่รวม 403 หน้าให้รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการปราบปรามและกำราบชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์อุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่มณฑลซินเจียง ทางตะวันตกของประเทศ เอกสารภาษาจีนซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวระบุว่า ถูกปล่อยให้รั่วไหลออกมาสู่สื่อมวลชนโดย “สมาชิกผู้หนึ่งในสถาบันทางการเมืองของจีน” แต่ไม่มีรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติมว่าข้อมูลในเอกสารดังกล่าวรวบรวมมาได้อย่างไรและใช้วิธีใดไปคัดสรรเพื่อบันทึกเอาไว้
เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นการรวบรวมจากสุนทรพจน์ที่กล่าวเป็นการภายในของ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ ต่อเนื่องกันเป็นชุดทั้งในช่วงระหว่างเหตุการณ์ก่อเหตุรุนแรงโดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธอุยกูร์ด้วยการใช้มีดเป็นอาวุธไล่แทงสังหารเหยื่อบริเวณสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในมณฑลซินเจียง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย และสุนทรพจน์ต่อเนื่้องที่เกี่ยวข้องแต่เป็นการกล่าวภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นรายละเอียดของแนวทางการปราบปรามและกดขี่ชนชาติอุยกูร์และมุสลิมอื่นๆ ซึ่งนายสีเรียกว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย “ในทุกวิถีทาง ทั้งการแทรกซึม, สร้างความแตกแยก” ให้เกิดขึ้นโดยการใช้ “ทุกสัดส่วนของอำนาจเบ็ดเสร็จ” โดย “ไม่จำเป็นต้องหลงเหลือความกรุณาปรานีใดๆ”
ในเอกสารดังกล่าว ยังเปิดเผยถึงประเด็นของเนื้อความต่างๆ สำหรับให้บุคลากรระดับเจ้าหน้าที่ของทางการในมณฑลนำไปใช้เป็นข้ออ้างและคำอธิบายต่อบรรดานักศึกษาจากซินเจียงในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เดินทางกลับบ้านมาแล้วพบว่าคนในครอบครัวส่งเข้าค่ายฝึกอบรมใหม่ตามแนวทางของทางการจีน และให้รายละเอียดของปฏิกิริยาตอบกลับที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางรายแสดงต่อแนวทางและคำอธิบายที่ได้รับการแนะนำดังกล่าวด้วย ทั้งยังเปิดเผยไว้ด้วยว่า ค่ายกักกันเพื่อการฝึกอบรมใหม่ดังกล่าวนั้น ขยายใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจาก เจิ้น ฉวงกั๋ว ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลซินเจียงเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายเจิ้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำสายเหยี่ยวที่ใช้แนวทางแข็งกร้าว เด็ดขาดในการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบและได้รับความไว้วางใจสูงหลังจากสามารถกำราบการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลจีนในทิเบตจนสงบลงได้สำเร็จระหว่างดำรงตำแหน่งประธานสาขาพรรคที่นั่น
ในเอกสารดังกล่าวระบุว่า บรรดาแกนนำระดับสูงของทางการจีนเริ่มหวั่นวิตกต่อสถานการณ์ในซินเจียงมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นหลายแห่งในหลายประเทศในช่วงเวลาไล่เรี่ยกันดังกล่าว รวมทั้งการที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจค่อยๆ ลดกำลังทหารประจำการในประเทศอัฟกานิสถานลง
ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติ และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนต่างๆ กล่าวหาว่า มีชนชาติอุยกูร์อย่างน้อย 1 ล้านคน กับสมาชิกของชุมชนมุสลิมอื่นๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในซินเจียงถูกกักกันอยู่ในค่ายกักกันในซินเจียง อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการปราบปรามแบบเด็ดขาดของทางการจีน ซึ่งถูกประนามอย่างต่อเนื่องจากทั้งสหรัฐอเมริกาและนานาประเทศ อย่างไรก็ตาม ทางการปักกิ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนกรานว่าไม่มีการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์และชาวมุสลิมอื่นๆ ในทางที่ผิด การส่งตัวเข้าค่ายอบรมดังกล่าวเป็นความพยายามเพื่อขจัดความคิดและศรัทธาในลัทธิอิสลามสุดโต่งกับการแบ่งแยกดินแดน ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะแรงงานให้เท่านั้น
ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ได้พยายามติดต่อกระทรวงต่างประเทศจีนเพื่อขอคำอธิบายรายงานของนิวยอร์ก ไทม์สครั้งนี้แต่ไม่มีการตอบกลับแต่อย่าง

