“จีน-สหรัฐ” ปิดดีลการค้าเฟสแรก ระงับใช้กำแพงภาษีตอบโต้

14.12.19 | 15:11 น.
แฟ้มภาพรอยเตอร์

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ศึกพิพาทการค้า สหรัฐอเมริกาและจีน สองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ขยับเข้าสู่ความสงบ หลังจากสองชาติประกาศบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกกันไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา และยังผลให้ในวันเดียวกัน สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีเอ) ได้ประกาศระงับมาตรการปรับขึ้นภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีน มีมูลค่ารวมราว 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ออกไปอย่างไม่มีกำหนดด้วย

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศทางทวิตเตอร์ว่า “เราได้บรรลุข้อตกลงเฟสแรกที่ใหญ่มากๆ กับจีน” หลังจากเจ้าหน้าที่ทางการจีนแถลงถึงการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐในทำนองเดียวกันไปก่อนหน้า

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การลงนามในข้อตกลงเฟสแรกนี้ในระดับรัฐมนตรีของสองชาติ จะมีขึ้นได้ในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคมปีหน้า

ทั้งนี้ภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐจะหั่นภาษีลงครึ่งหนึ่งจากที่เรียกเก็บในอัตรา 15 เปอร์เซ็นต์กับสินค้าจีนมีมูลค่ารวมราว 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น เสื้อผ้า ที่สหรัฐบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า มาตรการภาษีของสหรัฐที่เรียกเก็บในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีผลกับสินค้าจีนมีมูลค่ารวม 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นจะยังคงมีผลอยู่ต่อไปจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในข้อตกลงการค้าเฟสสอง

ในส่วนของฝ่ายจีนนั้นตกลงที่จะซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้นใน 4 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ภาคการเกษตร การผลิต พลังงาน และภาคบริการ ซึ่งจะมีมูลค่ารวมกันอย่างน้อยกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 2 ปีข้างหน้า

Advertisement

นอกจากนี้จีนยังตกลงที่จะทำการปฏิรูปโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงด้านสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นประเด็นพิพาทสำคัญด้วย

ด้านนายเหลียว หมิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังจีนเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า จีนจะระงับมาตรการทางภาษีที่จะใช้ตอบโต้สหรัฐในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ออกไปเช่นกัน

ขณะที่นายหวัง ซูเหวิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า ข้อตกลงเบื้องต้นที่บรรลุความเห็นพ้องไว้กับสหรัฐนั้นมีรวมถึงการส่งเสริมการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การขยายโอกาสเข้าถึงตลาดจีนให้มากขึ้น และการปกป้องสิทธิของบริษัทต่างชาติ