‘อาเซม’ ชูเวทีพหุภาคี สู้ความท้าทายในโลก

17.12.19 | 15:43 น.
(Photo by OSCAR DEL POZO / AFP)

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงมาดริด ประเทศสเปนว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางมาร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม ครั้งที่ 14 โดยได้กล่าวยืนยัน ถึงความสำคัญของกระบวนการพหุภาคีว่าเป็นการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับความท้าทายต่างๆ ที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งทั้งมีอยู่มากมาย มีความหลากหลาย และถือเป็นประเด็นระดับโลก

นายดอนกล่าวว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ชาติสมาชิกอาเซมจะทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งให้กับกระบวนการพหุภาคี และเมื่อพิจารณาจากการขาดความเชื่อมั่นระหว่างกันในโลกยิ่งทำให้เห็นว่า อาเซมจะต้องเพิ่มพูนความร่วมมือภายใต้ระบบพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบ และจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลประโยชน์ร่วมกัน

ขณะที่แถลงการณ์ของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมกันรับมือกับความท้าทายในโลกภายใต้การยึดมั่นในกระบวนการพหุภาคี ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักนิติธรรมถูกท้าทาย โดยอาเซมได้ยืนยันถึงความแน่วแน่ที่จะยึดมั่นในความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี และความร่วมมือหลายฝ่าย โดยประเด็นท้าทายที่มีความสำคัญสำหรับความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซมคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก รวมถึงการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซมยังได้พูดถึงประเด็นบนคาบสมุทรเกาหลีโดยย้ำถึงการที่เกาหลีเหนือจะต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ รวมถึงทำให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อโลก รวมถึงต่อการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังสนับสนุนข้อมติของสหประชาชาติว่าด้วยเกาหลีเหนือ รวมทั้งเรียกร้องให้เกาหลีเหนือทำการปลดนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ ตรวจสอบได้ และย้อนกลับไม่ได้ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการทดสอบขีปนาวุธรวมถึงนิวเคลียร์ในอนาคต

ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซมยังพูดถึงเหตุการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา โดยย้ำถึงความสำคัญของความตกลงในการส่งกลับผู้พลัดถิ่นในรัฐยะไข่ระหว่างเมียนมากับบังกลาเทศ และบันทึกช่วยจำระหว่างรัฐบาลเมียนมากับหน่วยงานภายใต้สังกัดของสหประชาชาติ ประกอบด้วย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชซีอาร์) และสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) โดยเรียกร้องให้มีการหาทางออกที่ยั่งยืนในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเดินทางกลับโดยสมัครใจของผู้พลัดถิ่น พร้อมกับแสดงความสนับสนุนการสร้างสันติภาพ ความมั่นคง หลักนิติธรรม และการปรองดองในชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเที่ยงธรรมในรัฐยะไข่

Advertisement

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซมยังแสดงความวิตกกังวลอย่างลึกซึ้ง รวมถึงยืนยันความตั้งใจที่จะป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกเข้าสู่ท้องทะเล โดยจะต้องมีการพัฒนาแผนปฏิบัติการระดับชาติรวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันขยะพลาสติครวมถึงไมโครพลาสติกในทางน้ำและในทะเล และเพิ่มความร่วมมือระหว่างอาเซมในการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนให้มากขึ้น