เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 1.2% ในวันอังคาร (17 ธ.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังที่ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์น้ำมันในปี 2020 ทั้งนี้ นายแลร์รี คัดโลว์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐกล่าวต่อฟ็อกซ์ นิวส์ แชนเนลในวันจันทร์ (16 ธ.ค.) ว่า การจัดทำข้อตกลงการค้าขั้นแรกระหว่างจีนกับสหรัฐได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และเขากล่าวเสริมว่า ยอดส่งออกจากสหรัฐสู่จีนจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใต้ข้อตกลงนี้
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐส่งมอบเดือนม.ค.พุ่งขึ้น 73 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 60.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ.ที่ตลาดกรุงลอนดอนทะยานขึ้น 76 เซนต์ หรือ 1.2% สู่ 66.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัสกล่าวในวันอังคารว่า การทำข้อตกลงการค้าขั้นแรกไม่ได้หมายความว่า ความขัดแย้งทางการค้าทั้งหมดจะหายไปในเร็วๆนี้ และเขากล่าวเสริมว่า “การทำข้อตกลงขั้นแรกเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ได้ทำข้อตกลงขั้นแรก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ความไม่แน่นอนทางการค้าจะสิ้นสุดลง ผมคาดว่าปัญหาทางการค้ากับจีนจะดำเนินต่อไปเป็นเวลานานหลายปี”
ด้านธนาคารเจพี มอร์แกน และโกลด์แมน แซคส์ได้ปรับขึ้นตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันประจำปี 2020 โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มทางการค้าที่ดีขึ้น และจากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กับชาติพันธมิตรทำข้อตกลงใหม่เพื่อปรับลดการผลิตน้ำมันลงไปอีก 500,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2020 ทั้งนี้ เจพี มอร์แกนคาดว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจอยู่ที่ 64.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2020 โดยปรับขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 59 ดอลลาร์
หลังจากตลาด NYMEX ปิดทำการในวันอังคาร การปิโตรเลียมสหรัฐ (API) ซึ่งเป็นหน่วยงานของเอกชน ได้เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 13 ธ.ค. โดยระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 4.7 ล้านบาร์เรล สู่ 452 ล้านบาร์เรล ถึงแม้โพลล์รอยเตอร์คาดว่า สต็อกน้ำมันดิบอาจดิ่งลง 1.3 ล้านบาร์เรล

