สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าราคาทองสปอตที่ตลาดสหรัฐขยับลง 1.01 ดอลลาร์ สู่ 1,475.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงท้ายตลาดวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ ในขณะที่ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเร็วๆนี้ ทางด้านราคาพัลลาเดียมดิ่งลงจากสถิติสูงสุดที่ทำไว้ในวันอังคารที่ 1,998.43 ดอลลาร์
ราคาสัญญาทองล่วงหน้าปิดตลาดขยับลง 1.90 ดอลลาร์ หรือ 0.1% สู่ 1,478.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทางด้านราคาโลหะเงินในตลาดสปอตปิดขยับขึ้น 0.005 ดอลลาร์ สู่ 17.007 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนราคาพลาตินั่มในตลาดสปอตปิดปรับขึ้น 7.57 ดอลลาร์ สู่ 935.39 ดอลลาร์/ออนซ์ และราคาพัลลาเดียมในตลาดสปอตปิดดิ่งลง 31.84 ดอลลาร์ หรือ 1.63% สู่ 1,922.89 ดอลลาร์/ออนซ์
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันอังคารว่า การผลิตภาคโรงงานพุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินคาด และตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่า เฟดอาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และส่งผลลบต่อราคาทอง นอกจากนี้ การทำข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐก็ส่งผลให้นักลงทุนลดความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงนี้ด้วย ซึ่งรวมถึงทองและเยน
นายอาฟชิน นาบาวี รองประธานของบริษัท MKS SA ระบุว่า เนื่องจากราคาทองไม่สามารถพุ่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนจึงเริ่มขายทองออกมาเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ถ้าหากราคาทองหลุดออกจากกรอบ 1,465-1,495 ดอลลาร์ สถานการณ์ดังกล่าวก็อาจจะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาในตลาด ทั้งนี้ ราคาทองได้รับแรงหนุนในปีนี้จากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย และจากการที่ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกหันมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
ราคาทองได้รับแรงหนุนจากความกังวลที่ว่า อังกฤษอาจจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) โดยไม่มีข้อตกลงทางการค้าด้วย โดยในวันอังคารที่ผ่านมาอังกฤษได้กำหนดเส้นตายในเดือนธ.ค. 2020 สำหรับการทำข้อตกลงการค้าใหม่กับอียู

