สำนักข่าวบีบีซีรายงานคดีความที่น่าตกใจอันมีที่มาจากความเกลียดชัง กรณีนางนิโคล มารี พูล แฟรงคลิน หญิงชาวอเมริกัน วัย 42 ปี ซึ่งก่อเหตุขับรถชนเด็กหญิง อายุ 14 ปีรายหนึ่ง ใกล้กับเมืองดิมอยน์ รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ยอมรับกับตำรวจหลังถูกจับกุมว่า เธอขับรถชนเด็กหญิงคนดังกล่าวเพราะเห็นเป็นชาวเม็กซิกัน
ตำรวจเปิดเผยว่าแฟรงคลินขับรถชนเด็กหญิงที่ตกเป็นเหยื่อขณะเดินไปโรงเรียน ก่อนขับรถหลบหนีไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอความร่วมมือจากประชาชนหลังเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการชนแล้วหนี กระทั่งแฟรงคลินถูกจับกุมตัวได้ และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมเจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงว่าได้ตั้งข้อหาพยายามต่อแฟรงคลินแล้ว
ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจ ไมเคิล เวเนมา แถลงกับผู้สื่อในวันที่ 20 ธันวาคมว่า ตนรู้สึกช็อกกับการยอมรับของผู้ต้องหา แฟรงคลินบอกกับเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนว่าเธอชนเด็กเพราะเป็น “เม็กซิกัน” และเธอยังพร่างพรูคำก่นด่าเกี่ยวกับชาวละตินกับทีมสอบสวนอีกมากมาย ซึ่งตนอยากจะบอกว่าในชุมชนของเราหรือไม่ว่าที่ใดๆ ความรุนแรงและความเกลียดชังเช่นนี้ จะไม่มีที่ยืน
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยอีกว่า นางแฟรงคลินขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจากการก่อเหตุทำร้ายในอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน โดยตำรวจได้ตั้งวงเงินประกันตัวเอาไว้ในข้อหาพยายามฆ่าสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 30 ล้านบาท) และยังกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะดำเนินคดีนางแฟรงคลินในข้อหาก่ออาชญากรรมแห่งความเกลียดชังด้วย สำหรับเด็กหญิงวัย 14 ปีที่ถูกนางแฟรงคลินขับรถชน มีบาดแผลหลายที่จากการถูกกระแทกอย่างแรง แต่ขณะนี้สามารถไปโรงเรียนได้แล้ว

