เหตุการณ์สึนามิที่พัดถล่มบริเวณมหาสมุทรอินเดียครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 แม้จะผ่านพ้นไปถึง 15 ปีแล้ว หากแต่ร่องรอยของความเจ็บปวดและความสูญเสียจากธรณีพิบัติภัยครั้งนั้น ยังคงไม่เลือนหายไปจากความทรงจำหลายคน
ตอนเหนือของจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุดังกล่าว และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 128,858 ราย อีก 37,087 คนอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สูญหาย
และได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์อาเจะห์ สึนามิ ขึ้นมา ที่นอกเหนือจากจะเพื่อเป็นการรำลึกถึงความสูญเสียครั้งใหญ่แล้ว ก็ยังเป็นสถานที่ที่ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ “คลื่นยักษ์สึนามิ”

เหตุผลหลายต่อหลายชีวิตที่ต้องล้มหายตายจากไป เป็นเพราะไม่มีความรู้เรื่องสึนามิ
อาร์มิลลา ยันติ ในวัย 44 ปี เป็นหนึ่งในไกด์ของพิพิธภัณฑ์ ผู้รอดชีวิตมาจากเหตุสึนามิครั้งนั้น
เช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2004 ในขณะที่ยันติ กำลังเดินตลาดอยู่ในจังหวัดอาเจะห์ ก็เกิดคลื่นยักษ์ซัดเข้าฝั่งเมืองบันดา อาเจะห์ เธอและพ่อแม่ของเธอ รอดมาได้ ส่วนน้องสาวอีก 2 คน เสียชีวิต!!
ตลอดช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ยันติ มักจะต้องหวนรำลึกเรื่องราวบาดแผลในใจดังกล่าว บอกเล่าให้แก่ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ ได้รับฟังกัน ด้วยหวังว่า เรื่องราวประสบการณ์ของหัวใจที่แตกสลายนั้น จะเป็นบทเรียนให้กับคนอื่นๆ
อย่างเช่น เรื่องความสำคัญของระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการหนีขึ้นที่สูงเมื่อมีการแจ้งเตือนเกิดขึ้น หรือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้น

“นับตั้งแต่ฉันมีบาดแผลสึนามิเกิดขึ้น เมื่อฉันได้เจอกับผู้มาเยือน ฉันก็จะแบ่งปันประสบการณ์ของฉัน ดังนั้น คนเหล่านั้นก็จะไม่มีทางลืม” ยันติ ในวัย 44 ปีกล่าว
พิพิธภัณฑ์อาเจะห์ สึนามิ แห่งนี้ นอกจากสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่แล้ว ก็ยังเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ และทำเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วย
มุนดียาห์ บินติ ซาฮัน วัย 70 ปี คนขายของที่ระลึกแถวๆพิพิธภัณฑ์บอกว่า “ฉันบอกกับคนรุ่นใหม่บ่อยๆว่า ถ้าหากว่าอาศัยอยู่หรืออยู่ใกล้กับชายหาดเหมือนกับพวกเรา หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้น หลังจากแรงสั่นสะเทือนหยุดแล้ว ให้รีบวิ่งหนีออกไป”
เด็กน้อยชั้นอนุบาลคนหนึ่ง ที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ตอบอย่างฉะฉาน เมื่อถูกถามว่า จะทำอย่างไร หากเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ
“เราต้องวิ่งขึ้นที่สูงค่ะ” เด็กหญิงกล่าวอย่างมั่นใจ
หากตระหนักรู้ ความสูญเสียก็จะน้อยลง

