
คงจะไม่กล่าวถึงไม่ได้สำหรับเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2019 อย่าง อาบีย์ อาห์เหม็ด นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย วัย 43 ปี ผู้มีบทบาทในการยุติสงครามบริเวณชายแดนที่เป็นความขัดแย้งระหว่าง “เอธิโอเปีย” และเพื่อนบ้านอย่าง “เอริเทรีย” ที่กินเวลายาวนาน 20 ปีลงได้สำเร็จ
อาบีย์ ได้รับยกย่องใน “ความพยายามเพื่อสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การริเริ่มอันเด็ดเดี่ยวเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งบริเวณชายแดนกับเพื่อนบ้านอย่างเอริเทรีย”
ความพยายามซึ่ง “ควรค่าแก่การยอมรับและจำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุน” คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ ระบุในการประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่กรุงออสโล เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
อาบีย์ ผู้ที่ได้รับการคาดหมายจากสำนักพนันถูกกฎหมายว่าเป็นผู้มีโอกาสคว้ารางวัลโนเบลสันติภาพ เป็นอันดับที่สอง รองจาก “เกรต้า ธุนเบิร์ก” สาววัย 16 นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมผู้โด่งดังที่สุดในเวลานี้ นับเป็นชาวแอฟริกา ที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังจาก นายเดนิส มุกเวกี สูตินรีแพทย์ชาวคองโก ได้รางวัลโนเบลสันติภาพ ร่วมกับนาเดีย มูราด นักเคลื่อนไหวชาวยาซีดี ไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา
นอกจากบทบาทในการยุติความขัดแย้งระหว่างเอธิโอเปีย และเอริเทรีย แล้ว อาบีย์ ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเจรจาแบ่งสรรอำนาจในวิกฤตการเมืองประเทศเพื่อนบ้านอย่างซูดาน ด้วย และนั่นทำให้อาบีย์ กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค “จงอยแอฟริกา” อย่างไม่เคยมีมาก่อน

จากเด็กนักเรียนหญิงชาวสวีเดน วัย 15 ปีที่นั่งประท้วงอย่างเดียวดายที่หน้าอาคารรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
ผ่านไป 1 ปี เวลานี้ ธุนเบิร์ก ในวัย 16 ปี กลายเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่โด่งดังมากที่สุด ได้รับเลือกเป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ นิตยสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งในโลก
เกรตา ผู้ที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม หรือความบกพร่องของพัฒนาการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีพฤติกรรมหมกมุ่น ทำซ้ำๆ และไม่เข้าสังคมเท่าไรนัก ทว่านั้นกลับเป็นข้อดีของเธอในการค้นคว้าหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่อยู่ในสภาพที่ผู้ใหญ่ในโลกนี้ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
นั่นทำให้เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิธีการดำรงชีวิต เลี่ยงการสร้างก๊าซเรือนกระจก หันไปกินวีแกน เลิกเดินทางด้วยเครื่องบินหันไปใช้เรือแทน และก้าวออกมาเรียกร้องเพื่อยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
จากธุนเบิร์ก เพียงคนเดียวที่หน้าอาคารรัฐสภา ข่าวคราวของเธอโด่งดังไปทั่วโลกลุกลามกลายเป็นการประท้วงของเยาวชนทั่วโลกในการเดินขบวนทุกวันศุกร์ มีเด็กเข้าร่วมถึง 1.4 ล้านคน ในกว่า 2,000 เมือง ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
อิทธิพลของเกรตา ส่งผลให้เธอ ได้มีโอกาศเข้าพบประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างเอ็มมานูแอล มาครง ยืนร่วมโพเดียมกับฌอง โคล้ด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป รวมไปถึงได้รับเสียงสนับสนุนจากอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
ชื่อเสียงที่โด่งดังทำให้เกรตา ได้กล่าวสุนทรพจน์ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เมื่อวันที่ 23 กันยายนด้วยความเดือดดาลพร้อมกับข้อความถึงผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำในประชาคมโลกว่า “กล้าดียังไง!”
แม้เวลานี้โลกจะยังไม่เห็นปลายทางของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ลง ผู้นำชาติต่างๆยังไม่สามารถเดินไปสู่ทิศทางเดียวกันในการลดอุณหภูมิของโลกลงได้ แต่ “เกรตา ธุนเบิร์ก” เป็นอีก 1 ความหวังของโลก ที่เกิดขึ้นในปี 2019 อย่างไม่ต้องสงสัย

นับว่าเป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงานของอดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน วัย 55 ปี ที่ได้ชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งอังกฤษ อย่างบอริส จอห์นสัน จากการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ แทนที่นางเทเรซา เมย์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ล้มเหลวในการนำร่างข้อตกลงนำอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ “เบร็กซิท” ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้
จอห์นสัน หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ยืนยันสถานะผู้กุมบังเหงียนรัฐบาลอังกฤษเพื่อนำอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท ตามผลประชามติเมื่อปี 2016 ด้วยชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยพรรคอนุรักษ์นิยมได้คะแนนเสียงไปอย่างถล่มทลายด้วยจำนวน 365 ที่นั่ง มีเสียงข้างมาก มากกว่าฝ่ายค้านถึง 40 ที่นั่ง
แม้จอห์นสัน จะไม่สามารถนำอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปได้ในแบบ โนดีล-เบร็กซิทได้ผลจากการถูกปฏิเสธโดยสภาสามัญของอังกฤษ แต่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาจอห์นสันก็สามารถเจรจาข้อตกลงฉบับใหม่กับสหภาพยุโรปได้สำเร็จ โดยหลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ข้อตกลงดังกล่าวก็ผ่านการลงมติของสภาสามัญของอังกฤษได้แบบสบายๆ ส่งผลให้มีการกำหนดเส้นตายเบร็กซิทในวันที่ 31 มกราคม 2020 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
นั่นส่งผลให้จอห์นสัน เดินหน้าดำเนินนโยบายเบร็กซิทด้วยม็อตโต้ “Get Brexit Done” อย่างเต็มตัว พร้อมประกาศว่าจะนำอังกฤษแยกตัวจากอียูในเส้นตายวันที่ 31 มกราคม 2020 อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ
ชัยชนะของจอห์นสันสะท้อนให้เห็นว่าชาวอังกฤษแสดงออกถึงความต้องการให้ประเด็น “เบร็กซิท” อันยุ่งเหยิง ในรอบหลายปีที่ผ่านมายุติลงเสียที และจากนี้คงต้องจับตาดูว่า อังกฤษ จะเดินหน้าสู่ความท้าทายในปี 2020 ต่อไปอย่างไร

แคร์รี หล่ำ ผู้บริหารหญิงแห่งเขตปกครองพิเศษฮ่องกง วัย 62 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเกาะฮ่องกง หลังได้รับเลือกเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมปี 2017
ทว่า ผู้บริหารหญิงที่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการที่เต็มไปด้วยสมาชิกที่ภักดีกับจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายจาก “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ในฐานะ “ศัตรู” ประชาธิปไตยที่พวกเขาเรียกร้อง
ความพยายามในการผ่านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของผู้นำฮ่องกงในปีนี้ กลายเป็นชนวนสำคัญที่กระตุ้นความรู้สึกของชาวฮ่องกงจำนวนมาก ให้ลุกขึ้นมาต่อต้าน ลุกลามกลายเป็นกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยขยายตัวไปทั่วประเทศ
“การประท้วงฮ่องกง” ซึ่งกลายเป็นการประท้วงที่เป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดในปี 2019 นี้ กินระยะเวลายาวนานมากแล้วกว่า 6 เดือนและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงในเร็ววันนี้
การประท้วงที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2020 นำฮ่องกงเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มทรุดลงเรื่อยๆ เมื่อการประท้วงยังคงมีขึ้นในวันคริสต์มาส และคาดว่าจะมีต่อไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฮ่องกงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดในช่วงปี
หล่ำ ผู้ที่ได้รับเสียงชื่นชมจาก สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนในการพบปะกันครั้งล่าสุดว่า เป็นผู้ที่ “แก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาดและมีความจงรักภักดี” ยังคงมีงานรออยู่ในปี 2020 ทั้งการจัดการกับการประท้วงในฮ่องกง รวมไปถึงการอาจเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายมาตรา 23 ก่อนจะหมดวาระลง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายในการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ในเดือนกันยายน 2020 หากสมาชิกฝากฝั่งประชาธิปไตยได้รับเลือกเข้าสภามากขึ้นจนครองเสียงข้างมาก เช่นเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไม่นานมานี้ฟากสนับสนุนจีนพ่ายแพ้ย่อยยับแล้วละก็ จะทำให้การผ่านนโยบายต่างๆของฮ่องกงในอนาคตแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ยังคงเป็นจุดสนใจของโลกใบนี้เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา ปิดฉากการทำงานในปี 2019 ด้วย “ความด่างพร้อย” จากการถูกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติให้ทรัมป์เข้าสู่กระบวนการ “ถอดถอน” ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ผลจากการโทรศัพท์กดดันให้ประธานาธิบดียูเครน หาเรื่องเล่นงานโจ ไบเดน คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2020 นี้
แต่ทรัมป์ก็ดูจะมีผลงานที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะการส่งคอมมานโดสหรัฐ สังหารอบู บัคร์ อัล-แบกดาห์ดี ผู้นำกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส หลักจากรุกคืบยึดคืนพื้นที่ของไอเอสในซีเรียได้จนหมด นอกจากนี้ยังมีความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างแคนาดาและเม็กซิโกอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตามยังคงมีผลงานที่สร้างความกังวลให้กับชาวอเมริกาและประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็น การหันไปเจรจาสันติภาพกับกลุ่ม “ทาลิบัน” ในอัฟกานิสถานที่ยังไม่มีความคืบหน้า การหารือกับ “เกาหลีเหนือ” ที่ชะงักงันและมาพร้อมกับคำขู่ของคิม จองอึน ที่จะมอบ “ขอบขวัญวันคริสต์มาส” พร้อมกับการทดสอบขีปนาวุธส่งท้ายปี
ทรัมป์ทิ้งผลงานด้วยท่าทีอันแข็งกร้าวกับประชาคมนานาชาติเช่น การเรียกร้องความเท่าเทียมในการมีลงทุนลงแรงในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ รวมไปถึง การถอนตัวจากข้อตกลงเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศในกรุงปารีสเป็นต้น
งานที่ยังคงทิ้งไว้สำหรับปี 2020 สำหรับทรัมป์ คือกรณี “สงครามการค้า” กับจีน ที่คาดว่าสหรัฐจะกดดันจีนมากยิ่งขึ้นในอนาคต หลังจากสองชาติเห็นพ้องในข้อตกลงการค้า “เฟสแรก” และยอมลดกำแพงภาษีซึ่งกันและกันในเบื้องต้นไปแล้ว
และแน่นอนทรัมป์ ยังคงมีงานสำคัญในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 นี้ ซึ่งอาจมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้

