คอลัมน์ไฮไลต์โลก: ปีเลวร้ายของนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

22.06.16 | 18:35 น.

ปี 2558 ถูกชี้ว่าเป็นปีเลวร้ายที่สุดสำหรับนักรณรงค์เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิทธิในที่ดิน หากนับจากปี 2545 เป็นต้นมา
การที่มีนักรณรงค์เคลื่อนไหวทางด้านนี้ถูกสังหาร หรือโดนฆาตกรรมเฉลี่ยตกอาทิตย์ละ 3 รายในปีที่แล้ว ที่ยังเป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ ที่มีการเก็บข้อมูลมาได้ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ทางหนึ่ง ทว่า สถานการณ์ในความเป็นจริงอาจจะเลวร้ายกว่านี้ได้ เพราะเชื่อว่าก็ยังอาจมีกรณีคุกคามนักรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่อีกมากที่อาจไม่มีการเปิดเผยหรือมีการรายงานเข้ามาให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบ

ข้อมูลข้างต้นปรากฏอยู่ในรายงานของโกลบอลวิทเนส องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่สำรวจศึกษาใน 16 ประเทศทั่วโลก ที่ยังระบุว่า จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ในปี 2558 มีนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมถูกสังหารเสียชีวิตไป 185 ราย เป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงเกือบ 60%  บราซิลถูกจัดเป็นประเทศเลวร้ายที่สุดสำหรับนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการที่มีนักเคลื่อนไหวถูกฆ่าตายไปในปีที่แล้วมากถึง 50 ราย ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 33 ราย และโคลอมเบีย 26 ราย
เหตุความขัดแย้งที่นำไปสู่ความตายของนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มักเป็นเหตุขัดแย้งที่มาจากโครงการสร้างเหมือง เขื่อน การทำไม้ และการเพาะปลูก อย่างไรก็ดี โกลบอลวิทเนสชี้ว่าเหตุขัดแย้งที่เป็นต้นตอดับชีวิตนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดก็คือ การสร้างเหมือง

ขณะที่นักรณรงค์ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมากที่สุดเป็นนักรณรงค์ท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีการทำกิจกรรมเคลื่อนไหว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของนักรณรงค์ที่ตกเป็นเหยื่อสังหารในปีที่แล้ว อย่างเช่นกลุ่มนักรณรงค์ปกป้องผืนดินในพื้นที่ป่าอเมซอน ประเทศบราซิล เพื่อให้พ้นจากการรุกตัดไม้อย่างผิดกฎหมายของกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มชนเผ่าลูมัดบนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ที่เผชิญภัยคุกคามจากการไปเคลื่อนไหวปกป้องผืนดินซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ให้พ้นจากการรุกพื้นที่เพื่อการก่อสร้างเหมือง
บิลลี ไคท์ นักรณรงค์จากกลุ่มโกลบอลวิทเนสยังบอกว่า เหตุผลหลักใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการก้าวกระโดดของจำนวนนักรณรงค์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่ถูกสังหารเพิ่มมากขึ้นมาจากช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้ผู้ลงมือหรือจอมบงการหลุดรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้

และความล้มเหลวของรัฐบาลและภาคเอกชนที่จะให้การตระหนักรับรองสิทธิของกลุ่มคนในท้องถิ่นที่ต้องการรักษาผืนดินทำกินและอยู่อาศัยของตนเองเอาไว้ เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงที่มาในรูปแบบต่างๆ ที่สุดท้ายหลายกรณีจบลงที่การสังเวยชีวิตของนักรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น

 

Advertisement