ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคของโลกส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่า ปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง ยังคงไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด ยังไม่ใช่หัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าอย่างที่ใครต่อใครคาดหวัง
ในทางตรงกันข้าม อิทธิพลจากปัจจัยลบหลากหลายจากปี 2019 ที่ผ่านมาซึ่งยังผลให้การค้าโลกลดลงสู่ระดับต่ำ เกิดภาวะชะลอตัวขึ้นพร้อมๆ กันในประเทศต่างๆ ไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ยังจะส่งผลให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจของโลกในปีใหม่นี้ตกอยู่ในสภาพเหมือนผู้ป่วยหนักที่แม้ได้รับการเยียวยาอย่างดีที่สุดก็แค่ทรงตัว ซึมเซา อยู่เท่านั้นเอง
นักเศรษฐศาสตร์จาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี ยืนยันไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า สถานการณ์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ที่อ่อนแอลงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อบวกกับการประกาศสงครามการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาต่อจีน ที่กลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ น่าจะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2020 นี้หลงเหลืออยู่ในระดับต่ำเตี้ยเพียงแค่ 2.9 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งเป็นระดับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ การประเมินดังกล่าวของโออีซีดี เป็นการประเมิน “ผลกระทบอันเกิดขึ้นจากกำแพงภาษีที่มีอยู่ก่อนหน้า” ดังนั้น แม้ว่าทรัมป์จะสามารถทำความตกลงการค้า “ระยะแรก” กับจีนระงับการขึ้นภาษีระลอกใหม่ได้ในเดือนธันวาคม 2019 แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วและ “ยากที่จะขจัดผลกระทบได้ในระยะเวลาสั้นๆ”
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกตลอดปีหน้าไว้ในทางที่ดีกว่าเล็กน้อย โดยเชื่อว่า จะขยายตัวที่ 3.4 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อดมีคำเตือนกำกับอยู่ไม่ได้ว่า การชะลอตัวจะครอบคลุมเป็นวงกว้างมากในขณะที่การฟื้นตัวกลับไม่แน่นอนอย่างที่ต้องการ
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของโออีซีดีมองว่า มาตรการป้องกันต่างๆ ที่บรรดาธนาคารกลางของหลายประเทศนำออกมาใช้เพื่อป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยลบเหล่านี้ จะถูกฉุดดึงจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ ที่ต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และการไหลบ่าเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงการผลิตและการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ
นักลงทุนและผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรม สับสนไม่น้อยกับการปรับจูนหาทิศทางของการผลิตและการลงทุนให้สอดคล้องกับแนวทางหนึ่งแนวทางใดว่าด้วยภาวะโลกร้อน ในเมื่อมี “ช้างตัวมหึมาขวางอยู่ในห้อง” ที่อุปมาอุปไมยถึงผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงยืนเป็นกระต่ายขาเดียว ปฏิเสธการคงอยู่ของปัญหาภาวะโลกร้อน
แต่แรงกดดันในการขับเคลื่อนโลกไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและการดิ้นรนเพื่อนำพาโลกให้รอดพ้นหรือบรรเทาเบาบางจากพิษภัยของภาวะโลกร้อนก็ทวีสูงขึ้นทุกขณะ
ไม่เช่นนั้นยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันดิบของโลกอย่าง อารัมโก แห่งซาอุดีอาระเบีย คงไม่ต้องถึงกับปรับลดปริมาณหุ้นที่นำออกเสนอขายเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ลงอย่างที่เห็นกัน
นักเศรษฐศาสตร์ในสังกัดไอเอ็มเอฟ กลับเชื่อว่า ภายใต้ภาวะชะลอตัวในปี 2020 ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดถึงการฟื้นตัวหรือการทรุดหนักลงไปมากกว่านี้ เป็นปัจจัยในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่าคือปัจจัยด้านการเมืองโลกนั่นเอง
นัยสำคัญของปัจจัยทางการเมืองต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ชัดเจนก็คือ การก่อให้เกิดความแน่นอนขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ ทรัมป์กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง ด้วยความคาดหวังจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน แต่ก็ถูกเมฆหมอกของ “อิมพีชเมนต์”เกาะติดเป็นเงาตามตัว
ทรัมป์จะได้รับชัยชนะอีกครั้งหรือไม่ในเดือนพฤศจิกายนปีหน้านี้ เป็นเรื่องหนึ่ง หากได้รับเลือกตั้งแล้ว ทรัมป์จะแข็งกร้าวใส่จีนเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทำนองเดียวกัน ชาวอังกฤษลงคะแนนเลือก บอริส จอห์นสัน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ได้รับการหนุนหลังเต็มที่จากสภาสามัญ ทำให้คำถามที่ว่า อังกฤษจะเบร็กซิทหรือไม่ เป็นเรื่องที่แน่นอนชัดเจนมากขึ้น แต่จะเป็น ฮาร์ดเบร็กซิท ที่ส่งผลสะเทือนในวงกว้างหรือเป็น ซอฟต์เบร็กซิท ก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง
พัฒนาการของเทคโนโลยีอย่างเช่นปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในทางหนึ่งทำให้วิถีการบริโภคง่ายขึ้น สะดวกขึ้น สนองตอบต่อความต้องการได้ตรงเป้ามากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่เมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการคลังข้อมูลมหาศาลเป็นภูเขาเลากา ของยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีเพียงไม่กี่รายของโลก ก็เริ่มกลายเป็นปัญหาท้าทายว่าด้วยการกระจายความมั่งคั่ง กับยักษ์ใหญ่ในแวดวงธุรกิจไอทีและพาณิชยกรรมอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ไปโดยปริยาย
การเปลี่ยนรูป (ทรานส์ฟอร์เมชั่น) ทั้งในการผลิตและการบริโภค การเปลี่ยนยุคสู่ดิจิทัล (ดิจิทัลไลเซชั่น) หรือการเคลื่อนตัวจากยุคของน้ำมันเชื้อเพลิงไปสู่ยุคแห่งไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ล้วนก่อให้เกิดภาวะปั่นป่วน (ดิสรัปชั่น) ขึ้นขนานใหญ่
อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีจะทำอย่างไร หากผู้คนพากันเมินรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลแล้วหันไปหารถยนต์ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าราคาถูกที่ไหลบ่าเข้ามาจากจีน? แรงงานจำนวนเท่าใดที่ต้องถูกปลดพ้นตำแหน่งจากการนี้?
เทคโนโลยีใหม่ๆ จะก่อให้เกิดสภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” หนักหนาสาหัสกว่าเดิมหรือไม่?
คำถามทำนองนี้จะเกิดมากขึ้น บ่อยขึ้นและดังขึ้นในขวบปีข้างหน้า จากปัญหาความเหลื่อมล้ำซึ่งดำรงอยู่คู่กับเศรษฐกิจทุนนิยมมาทุกยุคทุกสมัย แต่สภาวะแวดล้อมทั้งในปีที่ผ่านมาและในปีหน้าที่จะมาถึงจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าด้วยการกระจายความมั่งคั่งครั้งสำคัญเหมือนอย่างที่ได้เห็นกันในหลายประเทศ ในช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ฮ่องกง ไปจนถึงปารีส ฝรั่งเศสและชิลี
ออกซ์แฟม รายงานเอาไว้เมื่อปี 2018 ว่า อัครมหาเศรษฐีพันล้าน 26 คนมีทรัพย์สินรวมกันแล้วมากกว่า ประชากรโลกที่ยากจนที่มีจำนวนมากถึงครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก
สตีฟ ไอส์แมน นักลงทุนอเมริกัน เชื่อว่า วิกฤตการณ์ในระดับโลกเหมือนเช่นที่ผ่านๆ มา คงไม่เกิดขึ้นในปีหน้า แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นและคาดหวังได้ดีที่สุดก็คือ ภาวะถดถอยที่จะค่อยๆ ประดังกันเข้ามาในทุกๆ ด้าน เศรษฐกิจชะลอช้าแล้วเคลื่อนตัวสู่ภาวะติดลบ เหมือนคนที่ถูกรัดคอช้าๆ จนเข้าสู่ภาวะหายใจติดขัดในที่สุด
อาจบางที ผู้ที่สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจปีหน้าได้ดีที่สุด อาจเป็น ลูโดวิช ซูบราน หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำ อลิอันซ์ บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากเยอรมนี
เขาบอกว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญการลงทัณฑ์ครั้งสุดต่อความผิดบาปที่ผ่านมา ก่อนปล่อยให้ก้าวเดินสู่ประตูสวรรค์
หรือจะพูดง่ายๆ ได้อีกอย่างว่า เศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวลงหนักมากในปีหน้า ก่อนที่จะเริ่มผงกหัวฟื้นตัวนั่นเอง

