
เมื่อวันที่ 3 มกราคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาประกาศกร้าวจะแก้แค้นอย่างรุนแรงต่อการที่สหรัฐสังหารพลตรี คาเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติ หรือ กองกำลังคุดส์ และประกาศให้มีการไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน
ด้านแหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า ปฏิบัติการโจมตีที่มีเป้าหมายคือพลตรีโซไลมานี เป็นการใช้โดรนของกองทัพสหรัฐ โจมตีขบวนรถของพลตรีโซไลมานี ใกล้กับสนามบินนานาชาติ ในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 3 มกราคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน โดยในกลุ่มผู้ที่เสียชีวิต ยังมีนายอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส รองผู้บัญชาการของกองกำลังฮาชิด อัล-ชาบี (พีเอ็มเอฟ) ในอิรัก ที่มีอิหร่านหนุนหลัง รวมอยู่ด้วย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอาวุโสของอิรัก เปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศมีขึ้นใกล้กับคลังสินค้า หลังจากโซไลมานีลงจากเครื่องบินที่อาจจะมาจากเลบานอน หรือซีเรีย และทักทายกับนายอัล-มูฮันดิส และคนอื่นๆที่มาต้อนรับ
ด้านเจ้าหน้าที่ 2 คนจากพีเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า ร่างของโซไลมานีแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ แต่สามารถระบุได้ว่าเป็นร่างของโซไลมานี จากแหวนที่ใส่ ส่วนร่างของอัล-มูฮันดิส ยังไม่พบแต่อย่างใด
ขณะที่อิหร่าน ได้เรียกตัวเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ในกรุงเตหะราน อิหร่าน เข้าพบ โดยสถานทูตสวิสเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของสหรัฐในอิหร่าน เพื่อประณามการสังหารพลตรีโซไลมานี
ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา แจ้งว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เป็นคนสั่งการให้สังหารพลตรี คาเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติ หรือ กองกำลังคุดส์ เพื่อปกป้องบุคลากรของสหรัฐที่อยู่ในต่างแดน
การสังหารนายพลอิหร่านมีขึ้นขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกำลังทวีความตึงเครียดมากขึ้น ก่อนหน้านี้เพิ่งจะเกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐ ในกรุงแบกแดด หลังจากสหรัฐปฏิบัติการถล่มกลุ่มฮาชิดในอิรัก ซึ่งสหรัฐระบุว่าเป็นการตอบโต้หลังจากมีชาวอเมริกันถูกจรวดสังหารในอิรัก
