หน้าแรก ต่างประเทศ วิกฤตมะกัน-อิ...

วิกฤตมะกัน-อิหร่าน สงครามในตะวันออกกลาง?

8.01.20 | 17:17 น.

การเสียชีวิตของ พลตรี คัสเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ในสังกัดกองพลพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (อิสลามิก เรฟโวลูชันนารี การ์ด คอร์ป.-ไออาร์จีซี) กองทัพที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่านซึ่งขึ้นตรงต่อ สุพรีม ลีดเดอร์ หรือผู้นำสูงสุดของประเทศเพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพราะก่อให้เกิดคำถามขึ้นมามากมาย หลายคำถามเหล่านั้นยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน

ทำไม ต้องฆ่านายพลคัสเซม? ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ คือใคร มีนัยสำคัญมากมายเพียงใดในสายตาของอิหร่าน? และที่สำคัญก็คือ เหตุการณ์นี้จะก่อให้เกิดผลสะเทือนอย่างไรขึ้นตามมา?

ปูมความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างอิหร่านกับฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งประธานาธิบดีอเมริกันถอนตัวออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงเวียนนา 2015

ความตกลงเวียนนา 2015 ทำขึ้นที่ประเทศออสเตรีย เป็นความตกลงที่ริเริ่มโดย บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนก่อนหน้า ชักชวนสหภาพยุโรป (อียู) ยกเลิกการแซงก์ชั่นเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แลกกับการระงับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของทางการเตหะราน

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านลงเท่านั้น ยังลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่เกิดขึ้นจากเงื่อนปมนิวเคลียร์เดียวกันนี้ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านลงอย่างมากอีกด้วย

Advertisement

เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เรื่อยไปจนถึงอิหร่าน ตุรกีและรัสเซียที่หนุนอยู่เบื้องหลังได้จัดการกับ กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียอย่างเต็มที่

สภาพผ่อนคลายดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อสหรัฐถอนตัวจากความตกลงดังกล่าว การสิ้นสุดสภาพอันเป็น “รูปธรรม” ของไอเอส ไม่เพียงเปิดช่องให้ ทรัมป์ ประกาศถอนกำลังทหารออกจากซีเรีย แต่ยังเปิดโอกาสให้อิหร่านเสริมสร้างอิทธิพลในภูมิภาคขึ้นมาใหม่ ภายใต้การเคลื่อนไหวร่วมกับรัสเซียและพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอย่าง บาชาร์ อัล-อัสซาด ที่อิหร่านช่วยพยุงจนรอดพ้นวิกฤตการณ์ในซีเรียมาได้ในที่สุด

ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการขยายอิทธิพลใหม่ในตะวันออกกลางของอิหร่าน คือผลงานเป็นรูปธรรมของ คัสเซม โซไลมานี นายพลที่สร้างชื่อเสียงมาจากสงครามอิรัก-อิหร่าน ระหว่างปี 1980-1988

เป้าหมายถัดไปของนายพลคัสเซม คือการสถาปนารัฐบาลชีอะห์ ที่มั่นคงขึ้นในอิรัก แทนที่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้เข้าไป ปลดปล่อย ประเทศนี้จากเงื้อมมือเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2003

อิรัก จึงกลายเป็นเวทีประลองกำลัง ประลองอิทธิพลระหว่างอเมริกันกับอิหร่านไปโดยปริยาย

ปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธต่อที่ตั้งทางทหารอเมริกันในภูมิภาคทวีขึ้นทั้งในเชิงปริมาณ และความอุกอาจ ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากฝีมือของกลุ่ม ฮาชิด อัลชาบี กลุ่มติดอาวุธมุสลิมชีอะห์ที่ คัสเซม โซไลมานี จัดตั้งและให้การสนับสนุนทั้งด้านอาวุธและยุทธวิธีอยู่ในอิรัก คาเตบ ฮิซบอลเลาะห์ คือกองกำลังส่วนหนึ่งของกลุ่มจัดตั้งนี้

ข้อมูลจากปากของ พลเอก มาร์ค มิลลีย์ ประธานเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การโจมตีต่อที่ตั้งทางทหารและอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกาในอิรัก เริ่มถี่ขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา

แต่นับตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนถึงวันที่ 27 ธันวาคม การโจมตีทุกครั้งไม่เคยก่อให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้ออเมริกันขึ้นแต่อย่างใด

การถล่มฐานที่ตั้งทางทหารใกล้เมืองเคอร์คุก ทางตอนเหนือของอิรักเมื่อ 27 ธันวาคม ไม่เพียงทำให้ทหารอเมริกันหลายนายได้รับบาดเจ็บสาหัส พลเรือนในสัญญาจ้างของกองทัพอเมริกันรายหนึ่งยังเสียชีวิตลงในเหตุการณ์นี้

การตอบโต้ของกองกำลังอเมริกันในอิรักทั้งเฉียบขาดและรุนแรง ส่งกำลังโจมตีทางอากาศต่อที่มั่นของ คาเตบ ฮิซบอลเลาะห์ ทั้งในอิรักและในชายแดนซีเรีย กล่าวกันว่ามีผู้เสียชีวิตในการโจมตีครั้งนี้กว่าสิบราย

ผู้นำฮาชิด อัลชาบี ระดมมวลชนจำนวนมากบุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรุงแบกแดด ยึดสนามหน้าสถานทูตเอาไว้ สร้างสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้กับเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ที่หวั่นๆ ว่าจะเกิดเหตุเหมือนกับกรณีสถานกงสุลที่เมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย ขึ้นซ้ำอีกครั้ง

แต่ทุกอย่างคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วหลังรัฐบาลอิรักกดดันจน ฮาชิด ฮิซบอลเลาะห์ ต้องส่งสัญญาณยกเลิกปฏิบัติการดังกล่าว ทุกอย่างผ่อนคลายจนแทบเป็นปกติ

ไม่มีวี่แววความจำเป็นใดๆ ต้องลอบสังหาร คัสเซม โซไลมานี แต่อย่างใด

ปัญหาก็คือ นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม มีคำสั่งตรงจากประธานาธิบดีทรัมป์ ไปยังหน่วยปฏิบัติการรบพิเศษในพื้นที่อิรัก ให้ “เกาะติด” ยึดถือนายพลคัสเซมเป็น “เป้าหมายทรงคุณค่าสูงสุด” เพื่อการ “สังหาร” อย่างที่หน่วยรบพิเศษรู้จักกันดีในชื่อ “การสังหารโดยการกำหนดเป้า” หรือ “ทาร์เก็ตเต็ด คิลลิ่ง”

โอกาสปฏิบัติการบรรลุเป้าหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ “คลีน ช็อต” มาถึงเมื่อ 4 มกราคม ระหว่างที่ คัสเซม โซไลมานี เดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานแบกแดด

คำขอถูกส่งไปยังทำเนียบขาว คำอนุมัติมีขึ้นตามมา

ในทันทีที่มือสังหารกดปุ่มรีโมตคอนโทรลให้โดรนปล่อยจรวดแสวงเป้า เข้าใส่ โตโยต้าซีดาน สีขาว ของนายพลอิหร่านผู้นี้ในคอนวอย ตะวันออกกลางก็ไม่มีวันหวนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญกิจการตะวันออกกลางลงความเห็นตรงกัน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าอิหร่านตอบโต้สหรัฐอเมริกาแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะตอบโต้ในรูปแบบใด รุนแรงมากน้อยขนาดไหน เท่านั้นเอง

แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า การตอบโต้ดังกล่าวไม่ใช่การประกาศสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐอเมริกา หากแต่จะเกิดขึ้นในรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่การเปิดไฟเขียวให้กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคเพิ่มปฏิบัติการด้วยจรวด และกับระเบิดต่อเป้าหมายที่เป็นบุคลากรทางทหารของอเมริกันในภูมิภาค, ก่อหวอดให้เกิดการประท้วงแล้วบุกจู่โจมสถานทูตอเมริกันในแบกแดด, มุ่งโจมตีทหารอเมริกันที่หลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยนายทำหน้าที่อารักขาลานน้ำมันอยู่ทางตะวันออกของซีเรีย, หรือส่งสัญญาณโจมตีโดยตรงต่อกองทัพอเมริกันในอัฟกานิสถาน, การก่อการร้ายของฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฯลฯ

อิหร่านอาจใช้อาวุธขีปนาวุธวิถีต่อเป้าหมายอเมริกันในอิรัก หรือในอีกหลายจุดหลายประเทศในย่านอ่าวเปอร์เซีย, เพิ่มการวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์ในเส้นทางเดินเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เรื่อยไปจนถึงการใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตน้ำมันในหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย

หรือแม้แต่การก่อการร้ายในดินแดนสหรัฐอเมริกา เหมือนเช่นที่เคยพยายามกระทำต่อเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียในวอชิงตันมาแล้วเมื่อปี 2011

อิหร่านจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า ตนเองไม่ใช่เป็น “เสือกระดาษ” ที่เมื่อถูกตีเข้าดั้งจมูกแล้วจะหลบเข้าไปสงบเสงี่ยมอยู่ในกรง เหมือนอย่างที่ ทรัมป์ คาดคิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องสูญเสียคนอย่าง คัสเซม โซไลมานี ที่ โคลิน คาห์ล อดีตทีมที่ปรึกษาความมั่นคงของโอบามา ชี้ว่า ในสายตาของรัฐบาลอิหร่าน เปรียบได้เสมือนเป็นผู้อำนวยการซีไอเอ, รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหม หลอมรวมอยู่ในตัวคนเพียงคนเดียวเช่นนี้

ในระยะสั้นการตายของนายพลคัสเซมสามารถเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ก่อการร้ายขึ้นทั้งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรได้ ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง

ในระยะยาวทั้งภูมิภาคจะอกสั่นขวัญแขวนอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อใดอิหร่านจะบรรลุผลการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองของตนขึ้นมาได้สำเร็จ

อิหร่านประกาศล้มความตกลงเวียนนา 2015 ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สามารถย่นเวลาให้โครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานสำเร็จเร็วขึ้นอย่างน้อย 4 เดือน อย่างมากอาจถึง 7 เดือน

ก่อนหน้าที่จะถึงกำหนดเวลานั้น ไม่มีใครการันตีว่า ชาติที่เชื่อว่าตนเองเป็นเป้าหมายนิวเคลียร์หมายเลข 1 ของอิหร่านอย่างอิสราเอล ไม่ตัดสินใจเปิดศึกเต็มรูปแบบเพื่อสกัดกั้นความสำเร็จดังกล่าว

ทรัมป์ ยืนยันเอาไว้ว่า การสังหาร คัสเซม โซไลมานี ก็เพื่อ “ยับยั้งสงคราม”

ในความเป็นจริงแล้ว การสังหารครั้งนี้ก่อให้เกิดผลสะเทือนในทางลบทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือการระงับไม่ให้เกิดสงครามในตะวันออกกลางเท่านั้นเอง