คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: ‘เบร็กซิท’แล้วยังไง?

25.06.16 | 18:00 น.

การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษผ่านการลงประชามติเพื่อยุติการเป็นส่วนหนึ่งของ “สหภาพยุโรป” (อียู) ที่ดำเนินมาแบบ “รักบ้าง-ชังด้วย” ยาวนาน 43 ปี ถูกนักสังเกตการณ์บางคนมองว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้งทั้งต่ออังกฤษและต่อภาคพื้นยุโรป สำคัญในระดับเดียวกันกับสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา

ผลสะเทือนของมันเห็นได้ชัดในชั่วพริบตา ในขณะที่ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรคยูเคอินดีเพนเดนท์ (ยูคิป) กำลังประกาศชัยชนะในการรณรงค์ “เบร็กซิท” ของตนเอง เม็ดเงินมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ก็ไหลออกจากระบบเศรษฐกิจของอังกฤษ ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มต้นนำมาใช้ในปี 1999 ดัชนีหลักทรัพย์ฟุตซีร่วงหนัก ค่าเงินปอนด์/ดอลลาร์ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลายทั่วเอเชีย ชนิดที่นิกเคอิถึงกับต้องระงับการซื้อขายชั่วคราวอีกด้วย

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่เกิดภาวะเทขายแบบ “แตกตื่น” ดังกล่าวกันขึ้นเนื่องจากการขาดความชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เมื่ออังกฤษตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยมีชาติไหนในอียูทำมาก่อน

แน่นอน สาเหตุหนึ่งที่ขาดความชัดเจนดังกล่าวก็คือไม่เคยมี “กรณีตัวอย่าง” ให้ดำเนินการตาม แต่ในขณะเดียวกันก็คงต้องตำหนิทางการอังกฤษเองที่ไม่ได้จัดเตรียมแผนดำเนินการที่ชัดเจนรองรับเอาไว้ ปล่อยให้ทุกอย่างไปตามยถากรรม แตกต่างกับการทำประชามติแบบเดียวกันนี้ของไอร์แลนด์ ที่กำหนดไว้ชัดว่า หลังผลประชามติมีขึ้นแล้ว นักการเมืองผู้รับผิดชอบจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไร

คำตอบของคำถามที่ว่า “เบร็กซิท” แล้วยังไงต่อ? จึงสับสนอลหม่านไม่ผิดกับภาวการณ์ของตลาดหุ้นทั่วโลกในวันเดียวกันนี้เช่นกัน

Advertisement

เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้อย่างช้าที่สุดภายในต้นเดือนตุลาคม อันเป็นกำหนดเวลาการประชุมใหญ่พรรคอนุรักษนิยม พรรคจะได้ตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษไปด้วย

ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของ เจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้าน จะถูกเสียงส่วนใหญ่ในสภาตีตกไป

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เหลืออยู่นี้ คาเมรอนกับคนสำคัญอย่าง มาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งอังกฤษ จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อระงับความปั่นป่วน โกลาหลของตลาดเงินและตลาดทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศให้ได้

ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เมื่อข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่า ตลาดป่วนเพราะไม่รู้ว่าอนาคตของอังกฤษจะเป็นอย่างไร

ในขณะที่คนอังกฤษเองก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไร?

การที่อังกฤษไม่มีแผนรองรับหลังการทำประชามติที่ชัดเจน ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เมื่อใด เดวิด คาเมรอน ในฐานะผู้นำอังกฤษจึงจะแจ้งต่ออียูว่า ขอใช้สิทธิตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่การพ้นสมาชิกภาพกับอียู

และทำให้กระบวนการทางการเมืองภายใน ยังคงสร้างเงื่อนไขให้กับ “เบร็กซิท” ได้อยู่ต่อไป

ข้อเท็จจริง ก็คือ การตัดสินใจจะใช้มาตรา 50 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวนายกรัฐมนตรีเพียงลำพัง แต่ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็จำเป็นต้องดำเนินการตามมติของสภาผู้แทนราษฎร ที่ถือเป็น “ตัวแทน” ของปวงชน ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ เสียงส่วนใหญ่ในสภาสามัญ ไม่สอดคล้องกับมติมหาชน

สมาชิกส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ ที่เรียกว่า สภาสามัญ ไม่ต้องการผละออกจากอียู ผู้ที่ต้องการ “ลาออก” มีเพียงไม่เกิน 200 คนจากจำนวน 650 คนเท่านั้น เดวิด คาเมรอน จะเจอปัญหาในทันที ถ้าหากว่าสภาสามัญลงมติห้ามไม่ให้คาเมรอนแจ้งขอใช้สิทธิลาออกต่ออียู

เท่าที่ดูจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีอะไรยับยั้งไม่ให้สภาสามัญทำอย่างที่ว่านั้นเสียด้วย

ละเงื่อนไขที่ว่านั้นเอาไว้ก่อน สมมุติอีกครั้งว่าคาเมรอนตัดสินใจดำเนินการตามมติมหาชนจากการทำประชามติครั้งนี้ คือแจ้งต่อคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (อียู เคาน์ซิล) ว่าต้องการใช้มาตรา 50 สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การเจรจา

มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน บัญญัติเอาไว้ถึงกระบวนการ “ลาออก” จากการเป็นสมาชิกภาพของอียู ซึ่งกำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการเจรจาเพื่อลาออกไว้ให้ 2 ปี เพื่อให้สมาชิกภาพที่ยังคงเหลืออยู่ 27 ชาติให้การรับรองการลาออก ซึ่งอังกฤษจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนให้ได้ในสัดส่วน “เสียงข้างมากที่กำหนดไว้” ในที่นี้คือ 20 ประเทศที่มีประชากรรวมกันแล้วคิดเป็นอย่างน้อย 65 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

เมื่อนั้นอังกฤษจึงจะพ้นจากสมาชิกภาพได้อย่างเป็นทางการ

คำถามก็คือ ถ้า 2 ปีแล้ว ยังหาเสียงสนับสนุนที่ว่าไม่ได้ และยังไม่มีการตกลงให้ยืดระยะเวลาการเจรจาออกไป จะเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบก็คือ ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างอังกฤษกับอียู 27 ชาติ จะไม่เป็นไปตามข้อบังคับของอียูอีกต่อไป แต่จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ซึ่งบังคับใช้สมาชิกอยู่ทั่วโลก

ซึ่งหมายความว่า อังกฤษจำเป็นต้องจ่ายภาษีที่ทางอียูเรียกเก็บต่อสินค้าทุกชิ้นที่ส่งไปขายในปริมณฑลของตน เหมือนๆ กับประเทศอื่นๆ ที่ค้าขายกับอียูโดยอัตโนมัติ

และสามารถตีความได้อีกด้วยว่า ในทันทีที่อังกฤษแจ้งการใช้มาตรา 50 ก็เท่ากับอังกฤษยอมรับสภาพในการเจรจาที่ตัวเองตกเป็นรองอยู่เต็มประตูโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

ทุกชาติในอียู ถือไพ่เหนือกว่าอังกฤษในการเจรจาดังกล่าวอย่างเต็มที่

เดวิด คาเมรอน ต้องการตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นหรือไม่ ก็ยังน่าสงสัยอยู่เหมือนกัน

การกำหนดให้เจรจาและให้สมาชิกเสียงข้างมากเห็นชอบตามมาตรา 50 ดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ไม่เพียงแค่แจ้งให้รับทราบว่าต้องการออกเท่านั้น แต่เพื่อให้ประเทศที่ต้องการออกจากสมาชิก จัดการทำความตกลงกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ใดๆ ที่เดิมเคยอยู่ในกรอบของอียูกับชาติสมาชิกของอียูที่เหลือให้แล้วเสร็จว่าจะดำเนินรูปแบบความสัมพันธ์ต่อไปอย่างไร

ความรวดเร็วในการเจรจา จึงขึ้นอยู่กับ “รูปแบบความสัมพันธ์ใหม่” ที่ว่านั้นจะเป็นอย่างไร เป็นที่ต้องการของสมาชิกชาตินั้นๆ และเป็นที่ต้องการของอียูโดยรวมหรือไม่ และความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างอังกฤษกับชาตินั้นๆ และอียูโดยรวมในระหว่างการเจรจาดีหรือเลวร้ายอย่างไร

ดังนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว การเจรจาดังกล่าวจะสำเร็จเร็วหรือช้าหรือไม่ อย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของอียูอีกด้วย

เป็นข้อเท็จจริงอีกเช่นเดียวกันที่ว่า อียูไม่ต้องการให้กระบวนการดังกล่าวนี้ “ง่ายดาย” และ “เอื้อประโยชน์” ต่ออังกฤษมากมายนักแน่นอน เพื่อไม่ให้กลายเป็น “แบบอย่าง” สำหรับประเทศอื่นๆ ให้ทำตามและส่งผลให้อียูถึงกาลแตกดับในที่สุด

หนทางหนึ่งที่จะทำให้การเจรจาต่อรองทำความตกลงกับแต่ละชาติสมาชิกอียูให้ได้รวดเร็วมากขึ้น ก็คือ การนำเอากรอบความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วมาใช้เป็นแบบอย่างในการเจรจา นั่นทำให้บรรดาผู้ที่รณรงค์สนับสนุนการออกจากอียูในอังกฤษ พูดถึง “นอร์เวย์โมเดล” บ้าง “สวิสโมเดล” บ้าง เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ถึงรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียูในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญทั้งที่อยู่ข้าง “เบร็กซิท” และฝ่ายตรงกันข้ามชี้ว่า “สวิสโมเดล” เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือ สวิสโมเดลคือความสัมพันธ์ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับอียู ที่อยู่บนพื้นฐานของการเจรจาทำความตกลงระหว่างกันรวม 120 ฉบับ ซึ่งไม่เพียงกินเวลานานมากเท่านั้น ความตกลงทั้งหมดนั้นยังไม่ครอบคลุมถึงภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่สำคัญที่สุดของอังกฤษอีกด้วย

ความเป็นไปได้มากกว่า ก็คือ การนำเอารูปแบบของ “นอร์เวย์โมเดล” มาใช้ เป็นสภาพที่บางคนเรียกว่า “กึ่งออก-กึ่งเข้า” ที่ทำให้ผู้นำในการรณรงค์เบร็กซิทหลายคนหยิบยกมาอ้างอิงถึงเอาไว้ (โดยไม่พูดถึงรายละเอียด) เพราะนอร์เวย์ไม่ได้เป็นสมาชิกของอียู แต่สามารถเข้าถึงตลาดร่วมยุโรปได้แทบจะเหมือนกับประเทศที่เป็นสมาชิกของอียูเลยทีเดียว

ฟังดูเหมือนจะดี เพราะอังกฤษได้ประโยชน์ทางการค้าอย่างที่ต้องการ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว อังกฤษก็ต้องจ่าย “ต้นทุน” มหาศาลไม่น้อยเช่นเดียวกัน

นอร์เวย์มีความสัมพันธ์แบบครึ่งๆ กลางๆ กับอียู ผ่านทางการเป็นสมาชิกของ “เขตเศรษฐกิจแห่งยุโรป” หรือ “อีอีเอ” ซึ่งทำให้นอร์เวย์สามารถเข้าถึง “ตลาด” ภายในอียูได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ยกเว้นสินค้าจำพวกอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งภายในอียูมีการอุดหนุนกันอยู่ในระดับหนึ่ง

แต่ในทางกลับกัน นอร์เวย์ก็ต้องยอมรับพันธะผูกพันต่อกฎหมายภายในของอียูทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดภายในของอียู ผลก็คือ นอร์เวย์เองต้องบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฎหมายของอียูถึง 3 ใน 4 ของกฎหมายอียูทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน นอร์เวย์ก็จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบเข้าเป็นงบประมาณของอียูเช่นเดียวกัน

แม้ว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะเปรียบเทียบกันโดยตรงไม่ได้ แต่ “โอเพ่น ยุโรป” องค์กรวิชาการเอกชน เคยคำนวณเอาไว้ว่า ถ้าหากอังกฤษใช้รูปแบบเดียวกันกับนอร์เวย์ อังกฤษก็ต้องจ่ายเงินสมทบให้กับอียู เทียบแล้วเท่ากับ 94 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินที่อังกฤษจ่ายสมทบให้กับอียูรายปีในฐานะสมาชิก คือ 31,400 ล้านปอนด์

นอกจากนั้น แม้นอร์เวย์จะสามารถเข้าถึงตลาดภายในของอียูได้โดยไม่ต้องเป็นสมาชิก แต่อียูก็จำกัดสิทธิของนอร์เวย์เช่นเดียวกัน นั่นคือ นอร์เวย์ไม่มีสิทธิออกเสียงในการตรากฎหมายหรือข้อบังคับของอียูใดๆ นอกจากนั้นยังทำได้เพียงมีส่วนร่วมแต่ไม่มีสิทธิมีเสียงในการลงมติในหลายๆ หน่วยงานสำคัญของอียู รวมทั้ง สำนักงานกิจการกลาโหมแห่งยุโรป และยูโรโปลอีกด้วย

ทางเลือกทางที่ 3 จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด นั่นคือ การเจรจาทำความตกลงความสัมพันธ์ใหม่หมด ซึ่งแน่นอนว่า 2 ปี ไม่มีวันเรียบร้อย

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ แคนาดา เจรจาทำความตกลงทางการค้ากับอียู ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 7 ปี และจนถึงขณะนี้ความตกลงที่ได้ยังไม่มีการให้สัตยาบันกันทั้ง 2 ฝ่าย

คำถามก็คือ ผู้ที่นิยม “เบร็กซิท” พร้อมยอมรับ 7 ปีที่ว่านี้หรือไม่? เพราะ 7 ปีที่ว่านี้ไม่ใช่ 7 ปีที่ทุกอย่างยังคงเป็นปกติเหมือนทุกวันนี้

แต่อาจเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของทั้งอังกฤษและอียูตกอยู่ในสภาวะถดถอย จีดีพีประเทศลด รายได้ประชาชาติลด ฯลฯ

และสภาวะเศรษฐกิจของโลกตกอยู่ในสภาพชะลอตัวด้วยอีกต่างหาก!