เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (ยูเอสทีอาร์) และกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมยืนยันว่า จะมีไม่การปรับลดกำแพงภาษีที่มีอยู่ก่อนแล้วนอกเหนือจากที่กำหนดเอาไว้ในความตกลงทางการค้าระยะที่ 1 ระหว่างสหรัฐอเมริการกับจีน ที่กำหนดจะมีการลงนามกันอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐในกรุงวอชิงตันในวันที่ 15 มกราคมนี้ ในเวลา 11.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นหรือตรงกับ 23.30 น.ตามเวลาในไทย เท่ากับเป็นการยืนยันรายงานข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์กก่อนหน้านี้ว่า กำแพงภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนจะยังคงอยู่ต่อเนื่องจนไปถึงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลและสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นวอลสตรีทจนปิดตลาดลดลงเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ตามความตกลงระยะที่ 1 ดังกล่าวสหรัฐตกลงที่จะระงับการขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากจีนจำพวกสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอื่นๆ รวมมูลค่า 160,000 ล้านดอลลาร์เอาไว้ก่อน และยอมลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้ารวมมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งเดิมเรียกเก็บอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ลงเหลือ 7.5 เปอร์เซ็นต์ แต่จะยังคงรักษาระดับภาษีศุลกากร 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าต่างๆ รวมมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ไว้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อแลกกับการที่จีนรับปากจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็น 40,000 ล้านดอลลาร์ โดยที่รายละเอียดเกี่ยวกับความตกลงอื่นๆทั้งหมดจะเผยแพร่หลังลงนามแล้วเสร็จเท่านั้น
นายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจาณาผ่อนคลายกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนลงจากระดับที่เป็นอยู่หากการเจรจาเพื่อทำความตกลงระยะที่ 2 คืบหน้าไปสู่ข้อสรุปได้อย่างรวดเร็ว หากเป็นเช่นนั้นการยกเลิกการขึ้นกำแพงภาษีดังกล่าวก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงระยะที่ 2 ก็เป็นได้
ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอย่างแท้จริงต่อการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนนั้น จำเป็นต้องมีเวลาในการเจรจาต่อเนื่องกันนานหลายปี โดยเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการแข่งกันเป็นผู้นำเทคโนโลยีของประเทศทั้งสองนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำไปที่จะมีการตกลงกันจนเป็นที่พอใจของฝ่ายอเมริกัน แชด บราวน์ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันปีเตอร์สันเพื่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ คำนวณไว้ว่า หลังลงนามในความตกลงระยะแรกแล้วจะยังคงมีสินค้าจากจีนอีกราว 2 ใน 3 ที่ถูกตั้งกำแพงภาษีต่อ ส่วนที่ยังเรียกเก็บภาษีตอบโต้ต่อสินค้าราวครึ่งหนึ่งที่นำเข้าจากสหรัฐต่อไป โดยเฉลี่ยแล้วภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นจาก 3 เปอร์เซ็นต์ในเดือนมกราคม 2561เป็นราว 21 เปอร์เซ็นต์ในเวลานี้
ขณะที่มีผลการศึกษาวิจัยใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายจากการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนของทรัมป์ต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตและตำแหน่งงานในสหรัฐอเมริกานั้นส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง, ลึกซึ้งและคงอยู่ยาวนานกว่าที่เคยประเมินกันไว้มาก ทั้งนี้บริษัทอเมริกันต้องใช้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นไปแล้ว 46,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เริ่มแรก โดยกลุ่มพันธมิตรเพื่อการค้าเสรี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของสมาคมธุรกิจมากกว่า 150 สมาคม ยืนยันว่า ความตกลงระยะแรกไม่ได้ช่วยลดภาระนี้ลงแต่อย่างใด โดยยืนยันว่าส่วนใหญ่ของพิกัดอัตราภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มนั้น บริษัทอเมริกันเป็นผู้จ่ายไม่ใช่ประเทศจีนอย่างที่ทรัมป์ยืนกรานแต่อย่างใด

