
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวชื่นชมว่าเป็น “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” สำหรับอังกฤษ หลังนายจอห์นสันลงนามในสนธิสัญญาการหย่าขาดจากสหภาพยุโรป(อียู)ของอังกฤษ หรือ เบร็กซิท ไปเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา เป็นการเปิดทางสู่การเดินออกจากร่มเงาอียูอย่างเป็นทางการของอังกฤษในวันที่ 31 มกราคมนี้ ซึ่งจะเป็นผลให้อังกฤษสิ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกอียูที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 5 ทศวรรษ เป็นการละทิ้งเพื่อนบ้านและคู่ค้าที่ใกล้ชนิดสนิทสนมที่สุดของอังกฤษอย่างอียูไป
“การลงนามในข้อตกลงถอนตัวเป็นห้วงเวลาอันแสนวิเศษ ที่ทำให้ผลประชามติในปี 2016 มีผล และเป็นการยุติการโต้เถียงและการแบ่งแยกที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี” จอห์นสันแถลง และยังทวีตว่า “การลงนามครั้งนี้เป็นการประกาศหน้าใหม่ทางประวัติศาสตร์ชาติเรา” พร้อมโพสต์รูปพิธีลงนามในข้อตกลงที่มีขึ้นที่ทำเนียบดาวนิ่งสตรีท ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ โดยมีคณะเจ้าหน้าที่อียูและอังกฤษผู้นำเอกสารข้อตกลงนี้มาจากการกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม อันเป็นที่ตั้งสำนักงานอียู ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม
โดยนางอัวร์ซูลา ฟอน เดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป ได้ลงนามในเอกสารข้อตกลงนี้มาก่อนแล้ว โดยมีนายมิเชล บาร์นิเยร์ หัวหน้าทีมเจรจาเรื่องเบร็กซิทของอียู เป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามแบบปิดลับที่มีขึ้นก่อนหน้าในช่วงเช้าวันเดียวกันที่กรุงบรัสเซลส์
นายบาร์นิเยร์ทวีตในภายหลังว่า “หลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มิตรภาพของเราจะยังคงอยู่” และว่า “เราได้เริ่มต้นบทใหม่ในฐานะหุ้นส่วนและพันธมิตร”
หลังจากนี้เอกสารข้อตกลงการถอนตัวของอังกฤษจากอียูจะถูกนำกลับไปยังกรุงบรัสเซลส์ โดยเอกสารที่เป็นต้นฉบับจะถูกนำไปเก็บไว้ร่วมกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศสำคัญอื่นๆ ของอียู ที่หอจดหมายเหตุอียู ส่วนสำเนาเอกสารข้อตกลงดังกล่าวอีก 3 ฉบับ จะถูกส่งกลับไปยังกรุงลอนดอน
ก่อนที่ในวันที่ 29 มกราคม เอกสารต้นฉบับจะยื่นเข้าสู่รัฐสภายุโรปเพื่อให้สัตยาบันรับรอง และในวันที่ 30 มกราคม นักการทูตชาติสมาชิกอียูจะให้ความเห็นชอบในข้อตกลงดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร จากนั้นชาวอังกฤษจะใช้เวลาในวันที่ 31 มกราคมเป็นวันสุดท้ายของการอยู่ใต้ปีกอียู ก่อนอังกฤษจะมีผลแยกออกจากอียูอย่างเป็นทางการในเวลาเที่ยงคืนของกรุงบรัสเซลส์ หรือเวลา 23.00 น.ของวันเดียวกันตามเวลามาตรฐานสากล
