
เมื่อวันที่ 31 มกราคม สำนักข่าวต่างประเทศอ้างความเห็นของศาสตราจารย์ มาเรียน คูปมันส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่ออุบัติใหม่และนักไวรัสวิทยาจากศูนย์การแพทย์อีราสมุส ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการภาวะฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก(ฮู) หลังจากฮูประกาศยกระดับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินโลก ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ต้องยกระดับสถานการณ์ขึ้นสู่ระดับโลกเป็นเพราะเริ่มพบว่ามีการระบาดนอกประเทศจีนจากผู้ป่วยรายหนึ่งไปยังผู้ป่วยรายใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเดินทางไปยังประเทศจีน ซึ่งได้รับการยืนยันว่าพบใน สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, เวียดนาม และเยอรมนี
ตัวอย่างเช่นในกรณีของญี่ปุ่นนั้นพบโชเฟอร์รถบัสวัย 60 เศษรายหนึ่งติดเชื้อหลังจากทำหน้าที่ขับรถนำเที่ยวให้กับกรุ๊ปทัวร์จากอู่ฮั่น 2 กลุ่ม หรือที่ประเทศเยอรมนี นักธุรกิจรายหนึ่งให้การต้อนรับนักธุรกิจสตรีชาวจีนที่สำนักงานของตนเพื่อเจรจาการค้าตามปกติ แต่หลังจากนั้นนักธุรกิจวัย 30 ปีเศษรายดังกล่าวก็ถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อ พร้อมกับพบว่า พนักงานอีก 4 คนก็ถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสนี้ ในขณะที่นักธุรกิจหญิงรายดังกล่าวไม่ได้แสดงอาการใดๆ จนกระทั่งเดินทางกลับถึงจีนแล้วเท่านั้นจึงแสดงอาการติดเชื้อไวรัสนี้
“นี่คือห่วงโซ่การติดต่อที่เราไม่ต้องการเห็นเกิดขึ้น” นางคูปมันส์ยืนยัน พร้อมกับระบุว่า ทางฮูต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีทำนองนี้ เพื่อชี้ขาดว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้มีวิธีติดต่อกันได้มากกว่าที่คิดไว้แต่เดิมหรือไม่ หรือกรณีเหล่านั้นมีเหตุพิเศษจำเพาะใดๆ เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุให้เกิดการติดต่อกันขึ้น
วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวซีแลนด์ เฮรัลด์ รายงานว่า หลังจากทางการออสเตรเลียตรวจสอบพบผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว 9 ราย สำนักงานสาธารณสุขแห่งรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ได้จัดทำคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป ระบุเอาไว้ว่า บุคคลทั่วไปเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นได้โดยง่าย เพียงใช้เวลาติดต่อใกล้ชิดอยู่กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้ อาทิ การสนทนาแบบเห็นหน้ากันแค่ 15 นาที หรือการใช้เวลาอยู่ในสภาพพื้นที่ปิดร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเป็นเวลานานราว 2 ชั่วโมง เป็นต้น
