สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเพิ่มรายชื่อพลเมืองจากอีก 6 ประเทศใหม่ เข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกทางการสหรัฐจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐ ได้แก่ ไนจีเรีย เมียนมา เอริเทรีย คีร์กีซสถาน ซูดาน และ แทนซาเนีย
เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐระบุว่า การตัดสินใจของผู้นำสหรัฐเป็นผลจากการประเมินอย่างครอบคลุมและเป็นระบบของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ ซึ่งเห็นว่าประเทศเหล่านี้ไม่เต็มใจหรือไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานในการจัดการพิสูจน์ตัวตน แบ่งปันข้อมูล และการประเมินด้านความปลอดภัยสาธารณะภายใต้ข้อกำหนดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐในปี 2017 ได้
อย่างไรก็ดีมาตรการใหม่นี้ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ยังมีความเด็ดขาดน้อยกว่าคำสั่งห้ามพลเมืองจากประเทศมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐ ซึ่งทรัมป์ประกาศออกมาหลังจากขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมปี 2017 ได้เพียงไม่นาน ซึ่งจุดเสียงวิจารณ์ต่อต้านอย่างหนักตามมาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางศาสนา โดยคำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ถูกศาลรัฐบาลกลางสหรัฐปฏิเสธถึง 2 ครั้งด้วยเหตุผลเดียวกัน ก่อนที่จะมีการปรับแก้ไขรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวถึง 3 ครั้ง กระทั่งศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยในปี 2018 ว่าผู้นำสหรัฐมีอำนาจที่จะกำหนดนโยบายด้านการอพยพเข้าเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติได้
สำหรับประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐภายใต้คำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ครั้งนั้น ได้แก่ อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย เยเมน เกาหลีเหนือ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของเวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลทรัมป์โต้แย้งว่าการใช้มาตรการนี้กับประเทศที่ไม่ใช่ชาติมุสลิมด้วย เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติทางศาสนา
ขณะที่มาตรการใหม่ล่าสุดนี้จะพุ่งเป้าไปที่การออกวีซ่าในบางประเภทเท่านั้นและยังจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่ต้องการย้ายถิ่นเข้ามาในประเทศสหรัฐ มากกว่าผู้ที่ประสงค์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทั่วไป


