“ดอน” แจงยิบ “ปมคาใจ เกิดอะไรขึ้นกับการนำคนไทยที่อู่ฮั่นกลับไทย”

2.02.20 | 13:23 น.

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และกระบวนการในการนำคนไทยกลับประเทศ ว่า

“ลำดับเหตุการณ์ จากวันที่ 26มค 2563

ข้อ1) เมื่อเกิดการระบาดที่เห็นเค้าว่าจะลุกลามไปนอกประเทศจีนและไปทั่วโลก รัฐบาลจีนก็ดําเนินการที่เขาเคยทำมาแล้วได้ผลในอดีต(กรณีSARS) ในการควบคุมการเเพร่เชื้อได้ระดับหนึ่งคือปิดเมืองอู่ฮั่น และขอความร่วมมือจากมิตรประเทศเพื่อให้การควบคุมโรคชั้นที่ 1 ดําเนินการได้อย่างไม่มีอุปสรรค ซึ่งไทยมีความรับผิดชอบร่วมต่อตนเองและต่อโลกที่จะให้การควบคุมโรคชั้นที่ 1 นี้ให้สามารถดําเนินการไปได้

ข้อ2 ) ด้วยเหตุดังข้อ1 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการติดต่อกับคนไทยได้ทราบว่าคนไทยในเมืองอู่ฮั่นไม่มีอาการป่วย ปลอดภัยดี และมีอาหารพอเพียงแม้ไม่อุดมเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ขาดแคลน ไทยจึงพร้อมสนองตอบท่าทีของจีน โดยจีนยืนยันจะดูแลคนไทยอย่างดียิ่ง แต่ไทยก็มอร์นิเตอร์พัฒนาการในเรื่องนี้ตลอดนับแต่ที่มีการประกาศปิดเมืองเมื่อ23มค.

ข้อ3) ระหว่างการติดตามพัฒนาการการแพร่ระบาด ไทยไม่นิ่งเฉยในการเตรียมความพร้อมในเรื่องการเตรียมตัวช่วยเหลือคนไทยตามแนวปฎิบัติปกติของทางการไทยด้วยเที่ยวบินพิเศษ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนแนวคิดเป็นเครื่องเหมาลำเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ขณะเดียวกัน ได้สร้างกลุ่มวีแชทติดต่อกันระหว่างสถานทูตและแพทย์จากไทยกับกลุ่มนักเรียนไทยและคนไทยเพื่อให้คำแนะนำและการช่วยเหลือตลอดเวลา ท่านนายกฯติดตามเรื่องทั้งหมดอย่างใกล้ชิดและสั่งการกำชับให้หน่วยงานต่างๆประสานกันอย่างรอบคอบเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้านที่เกี่ยวกับการรับคนไทยกลับเมื่อได้ไฟเขียวจากจีน

Advertisement

ข้อ4) จีนได้แจ้งว่าแม้จะยังไม่มีนโยบายส่งเสริมการนำคนต่างชาติออกจากอู่ฮั่น แต่การที่มีหลายประเทศต้องการนำคนออก จีนจึงเริ่มพิจารณาประเด็นนี้จริงจังทั้งที่ยังห่วงกังวลถึงผลกระทบในวงกว้างจากการแพร่ระบาดออกไปจากเขตควบคุม

ข้อ5) ในที่สุดเมื่อ28มค.จีนได้ตกลงใจให้ญี่ปุ่นและสหรัฐฯซึ่งมีสถานกงสุลใหญ่อยู่ในอู่ฮั่นนำคนในชาติออกไปจากเขตควบคุมกลับสู่ประเทศได้

ข้อ6) สำหรับไทยที่มีการเตรียมพร้อมด้วยการตรวจสอบจำนวนคนไทยที่อยู่ในอู่ฮั่นในตอนต้นว่ามี64คน (นักศึกษา=49คนทำงานและนักท่องเที่ยว=15 คน ) ได้เริ่มมีเสียงแสดงความประสงค์จะออกจากอู่ฮั่นอย่างจริงจังเมื่อบ่ายวันที่27มค แต่จำนวนได้ขยับเพิ่มขึ้นเมื่อทราบกันกว้างขวางขึ้นถึงโอกาสที่จะได้รับการเคลื่อนย้ายกลับไทย เป็น135คน แต่เมื่อซักถามกันจริงจังตัวเลขได้ปรับใหม่เป็น160คนที่พร้อมกลับไทย. แต่ล่าสุดมีข่าวว่าตัวเลขปรับเปลี่ยนอีก(ประมาณ140คนเศษ)

ข้อ7) ความพร้อมด้านของนักศึกษานั้นชัดเจนและอยู่ในข่ายที่จะรวมตัวกันไปสนามบินเพื่อเดินทางเมื่อได้รับการยืนยันวันที่จะกลับได้ แต่การประสานกับกลุ่มคนทำงานรวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยยังไม่สมบูรณ์เต็มที่เพราะยังมีปัญหาการเดินทางของแต่ละคนแต่ละกลุ่มที่จะไปรวมตัวกันในจุดนัดพบ ขณะนี้จนท.สถานสถานทูตประสานกับฝ่ายต่างๆอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเรื่องการจัดหา/เช่ายานยนต์ขนส่งคนที่ยังขาดแคลนอยู่

ข้อ8) วันที่1กพ.ข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง3คนเดินทางออกจากปักกิ่งโดยรถยนต์ ไปอู่ฮั่น  เป็นระยะทาง 1300 กม. หรือ 14 ชม. (การปิดเมืองอู่ฮั่น ทำให้ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์จากที่ใดเข้าเมือง บริษัทเช่ารถไม่เปิดทำการ การขนส่งต่างๆไม่มี ทุกอย่างไม่เป็นปกติ) เพื่อเตรียมการอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับไทย.

ข้อ9)นอกเหนือจากการเตรียมการทางด้านเมืองจีน ยังมีการเตรียมการของเที่ยวบินที่กรุงเทพฯที่จะออกไปอู่ฮั่นเพื่อรับคนกลับ มีประเด็นการการเตรียมเครื่อง เตรียมคน เตรียมขั้นตอนต่างๆที่เดินทางถึง เวชภัณท์และสิ่งของต่างๆที่พอจะบรรทุกไปได้เพื่อช่วยคนจีนในอู่ฮั่น รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์และอื่นๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยที่จะเคลื่อนย้ายกลับในระหว่างการเดินทาง รัฐมนตรีคมนาคมกำกับและเกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ข้อ10)การquarantineตามระเบียบ14วันนับแต่มีการปิดเมืององอู่ฮั่น นั้น จะได้รับการนำปฎิบัติต่อผู้เดินทางกลับในค่ำวันที่4กพ.ด้วย รองนายกฯ/รัฐมนตรีสาธารณสุขขกำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มงวดแม้จะมีการรับรู้มาตลอดจากการติดต่อประสานกันว่าคนไทยไม่มีผู้ใดมีอาการป่วยก็ตาม ทั้งนี้รวมถึงบุคคลากรทั้งหมดที่เดินทางไปกับเที่ยวบินที่รับคนไทย ก็อยู่ในข่ายต้องได้รับการตรวจเชื้อดูอาการไปด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

ข้อ11) เวลาการเตรียมการและประสานในเรื่องต่างๆของสถานทูตกับคนไทยโดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าอู่ฮั่นถูกปิด จึงลงตัวพอดีกับเงื่อนเวลาที่ไทยได้ขอไปบนพื้นฐานของเที่ยวบิน และความละเอียดที่ต้องมีในการนัดหมายกับคนไทยในเรื่องการออกเดินทาง เพื่อมิให้มีการตกหล่น หากไทยพยายามเร่งตัวเองในการติดต่อกับผู้สมัครใจกลับทั้งหมดที่อยู่กระจัดกระจาย อาจจะไม่ครบถ้วนเพราะมีที่พักในเขตต่างๆ การคมนาคมถูกตัดขาด อาจเกิดการค้างคาของคนได้<ดูจากการปรับมาปรับไปของจำนวนคนที่พร้อมจะกลับ> แต่ที่สำคัญคือ ชีวิตที่ปลอดภัย ไม่ป่วย ไม่ขาดแคลนอาหารของคนไทยเป็นเป้าหมายหลัก ไม่ใช่การแข่งขันกับชาติไหนๆว่าใครจะออกก่อนออกหลัง ให้คนไทยปลอดภัยไม่ติดเชื้อเมื่อมาถึงไทยก็เป็นธงชัยของไทยในเรื่องการเคลื่อนย้ายคนจากอู่ฮั่น ขณะเดียวกันจำเป็นที่ไทยจะดูแลควบคุมสถานการณ์ในไทยอย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้เกิดกรณีการติดเชื้อในไทยอันเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม การเดินทางเข้า-ออกประเทศของคนไทยและเทศในทิศทางใดต้องได้รับการดูแลจัดการอย่างดีเยี่ยมเท่านั้น ไทยทั้งประเทศจึงจะปลอดภัย

อย่างไรก็ดี การเข้าใจในสถานการณ์ ทั้งหมดไม่ตื่นตระหนก มีความเป็นเอกภาพภายในประเทศ และให้การสนับสนุนมิตรประเทศที่ประสบปัญหา รู้ถึงความยากลำบากของเขาในยามวิกฤติ ไม่มีอะไรที่จะมีคุณค่าเท่าการเข้าใจ เข้าถึงจิตใจของมิตรในยามยาก และถ้อยทีถ้อยประติบัติต่อกันอย่างสุขุม

ข้อ12) ฉะนั้นในเรื่องไวรัสอู่ฮั่น มีมิติหลากหลายแทรกตัวอยู่ เป็นเรื่องสุขภาวะทางกาย สภาพคนทางจิต เรื่องการอยู่-การกิน เรื่องความเป็นความตาย เรื่องการอยู่รอด เรื่องความเชื่อมั่น เรื่องประสิทธิภาพการทำงาน เรื่องการประสานงาน เรื่องการข่าว/การประชาสัมพันธ์ เรื่องการเมืองภายในประเทศ เรื่องเฟคนิวส์ เรื่องการเอาชนะคะคานกัน เรื่องศักดิ์ศรีของชาติ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับมือกับเรื่องนี้360องศา (บวกมุมบนกับล่าง) “